• สิทธิมนุษยชน_ความหวัง
    พิพิธภัณฑ์สหภาพสิทธิมนุษยชน
    ระหว่างประเทศ สาขาเอเชียแปซิฟิก
    เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและเคารพสิทธิมนุษยชนในเอเชีย โดยผ่านการดำเนินการของพิพิธภัณฑ์.
    เข้าร่วมเป็นสมาชิก submit
  • สิทธิมนุษยชน_หน่วยความจำ
    พิพิธภัณฑ์สหภาพสิทธิมนุษยชน
    ระหว่างประเทศ สาขาเอเชียแปซิฟิก
    เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและเคารพสิทธิมนุษยชนในเอเชีย โดยผ่านการดำเนินการของพิพิธภัณฑ์.
    เข้าร่วมเป็นสมาชิก submit
  • สิทธิมนุษยชน_Taiwan
    พิพิธภัณฑ์สหภาพสิทธิมนุษยชน
    ระหว่างประเทศ สาขาเอเชียแปซิฟิก
    เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและเคารพสิทธิมนุษยชนในเอเชีย โดยผ่านการดำเนินการของพิพิธภัณฑ์.
    เข้าร่วมเป็นสมาชิก submit
  • สิทธิมนุษยชน_นิทรรศการ
    พิพิธภัณฑ์สหภาพสิทธิมนุษยชน
    ระหว่างประเทศ สาขาเอเชียแปซิฟิก
    เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและเคารพสิทธิมนุษยชนในเอเชีย โดยผ่านการดำเนินการของพิพิธภัณฑ์.
    เข้าร่วมเป็นสมาชิก submit
  • สิทธิมนุษยชน_ความหวัง
เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและเคารพสิทธิมนุษยชนในเอเชีย โดยผ่านการดำเนินการของพิพิธภัณฑ์.
:::

ข่าวสารกิจกรรม

ข่าวสารใหม่ล่าสุด
2022-09-23

แนะนำผู้เขียน ไมค์ เบลทราน  (Michael Beltran)เป็นนักข่าวมาเป็นเวลาหกปีและเขายังอุทิศชีวิตเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง ในฐานะนักข่าว เขาได้กล่าวถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศของเขา รวมถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน การจำกัดพื้นที่ประชาธิปไตย การแทรกแซงในประเทศจีนและมหาอำนาจระดับโลกอื่นๆ เรื่องราวของการบังคับเคลื่อนย้ายและการขับไล่ ในขณะที่ฟิลิปปินส์ค่อยๆ เคลื่อนไปสู่การปลดล็อก ประเทศชาติก็ยังไม่ฟื้นตัวจากความบอบช้ำโดยรวมของการเกิดโรคระบาดใหญ่ สิ่งที่ชาวฟิลิปปินส์กังวลมากที่สุดไม่ใช่ไวรัส วัคซีนหรืออนาคต มีหลายกลุ่มภาคประชาสังคมในฟิลิปปินส์ ซึ่งแต่ละกลุ่มใช้เส้นทางที่แตกต่างกันเพื่อบรรลุอุดมการณ์ ในทำนองเดียวกันองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรมวลชน อุตสาหกรรมต่างๆ และกลุ่มวัฒนธรรม ไม่เพียงแต่มีส่วนสำคัญต่อประเทศเท่านั้น แต่ยังช่วยให้พลเมืองที่อ่อนแอที่สุดได้รับอาหารและเสื้อผ้าอีกด้วย ในช่วงล็อกดาวน์ กลุ่มภาคประชาสังคมได้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างบางส่วนในช่วงเวลานี้ อาหารและความมั่นคงทางด้านอาหารยังคงเป็นปัญหาเร่งด่วนอย่างต่อเนื่อง เป็นปัญหาที่องค์กรสาธารณประโยชน์หลายแห่งต้องแก้ไขเพื่อให้กลุ่มที่มีรายได้น้อยได้รับและกักตุนอาหารได้อย่างต่อเนื่อง องค์กรขนาดใหญ่และมูลนิธิต่างๆ ได้จัดตั้งสวนชุมชนและห้องครัวทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนยากจนที่ขาดแคลนทรัพยากรอาหารและความมั่นคงทางด้านอาหารมากที่สุด บนหลังคามีกระถางต้นไม้ที่ทำจากขวดพลาสติกรีไซเคิลห้อยลงมาและมีผลงานศิลปะอยู่ด้านใน กลุ่มชุมชนร่วมกันเก็บเกี่ยวพืชผลและร่วมกันทำอาหารให้แก่บรรดาผู้หิวโหยและขัดสน อีกการกระทำหนึ่งที่กวาดล้างสังคมคือปรากฏการณ์ของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันหรือที่เรียกว่าตู้เย็นชุมชน แพทริเซีย เนิน (Patricia Non)การเคลื่อนไหวทางสังคมของศิลปินในท้องถิ่นท่านนี้เริ่มต้นจากแนวคิดที่เรียบง่ายมาก โดยการวางโต๊ะหรือชั้นในที่สาธารณะ วางอาหารไว้ให้เต็มและเขียนว่า"เอาเท่าที่จำเป็น ให้เท่าที่ทำได้" ในคราวเดียวกันจึงจุดชนวนให้เกิดความเคลื่อนไหวในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั่วทั้งประเทศ นอกเหนือจากการจัดการกับความต้องการที่มีอยู่อย่างชัดเจนแล้ว แผนเหล่านี้ยังเผยให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพและมาตรการที่ไม่เหมาะสมของรัฐบาลในการตอบสนองต่อการเกิดโรคระบาด ไม่แปลกใจที่รัฐบาลพยายามกดดันการกระทำเหล่านี้ในฐานะ "ผู้ก่อการร้าย"และได้กลายเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการเมืองที่มีการเกิดโรคระบาดใหญ่ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ความเห็นของประชาชนทำให้เกิดความสงสัยเป็นอย่างมากเกี่ยวกับการจัดการกับวิกฤตของรัฐบาล ประชาชนทั่วไปเชื่อว่ารัฐบาลดูเตอร์เตไม่มีอำนาจในการจัดการสถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ รัฐบาลไม่จัดการกับเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์แต่พวกเขากลับใช้การล็อกดาวน์เพื่อเพิ่มความรุนแรงและความหวาดกลัวของรัฐในการปฎิบัติการข่มเหงเหยื่อ เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2018 ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ประกาศสงครามกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ในสายตาของรัฐบาลมีเพียงคอมมิวนิสต์หรือผู้ก่อการร้าย (พวกเขาใช้สองคำนี้แทนกัน) ที่ตั้งคำถามต่อระบอบการปกครองของพวกเขา สิ่งที่สำคัญกว่าคือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากถูกตราหน้าเช่นนี้ นักวิจารณ์ทางการเมืองของรัฐบาลกำลังถูกป้ายสี โดยการติดป้ายบนร่างกายนักเคลื่อนไหวและผู้เห็นต่างเหล่านี้ว่าเป็นผู้สนับสนุนหรือนายหน้าของพวกก่อความไม่สงบคอมมิวนิสต์ ป้ายที่ติดอยู่บนร่างกายหมายถึงคนที่เป็นตัวแทนของผู้ก่อการร้ายและสามารถชำระแค้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดูเตอร์เต ได้สร้างคณะทำงานแห่งชาติเพื่อยุติความขัดแย้งอาวุธคอมมิวนิสต์ในท้องถิ่น หรือเรียกสั้นๆ ว่า NTF-ELCACย่อมาจาก (National Task Force to End the Local Communist Armed Conflict)สำหรับบริบทสงครามกลางเมืองของฟิลิปปินส์ได้ดำเนินมาเป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว โดยมีกองโจรติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งฟิลิปปินส์(the Communist Party of the Philippines,簡稱CPP) (CPP) และกองทัพประชาชนใหม่ (NPA) แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งกร้าวที่สุดของรัฐบาลฟิลิปปินส์มาหลายปี แต่ผู้วิพากษ์วิจารณ์พลเรือนของระบอบการปกครองก็ถูกเลือกให้เป็นกบฏและอยู่ภายใต้การพิจารณาเช่นเดียวกัน ยุทธวิธีของระบอบการปกครองนั้นสุดโต่งถึงขนาดที่วาทศิลป์ต่อต้านรัฐบาลถือเป็นการโฆษณาชวนเชื่อของคอมมิวนิสต์ที่พยายามดึงดูดคนหนุ่มสาวให้เข้าร่วมการปฏิวัติด้วยอาวุธ ความขัดแย้งทางอาวุธได้เน้นย้ำคำถามมากมายที่รัฐบาลยังไม่สามารถให้คำตอบได้ ทำไมชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากจึงลุกฮือขึ้น? ทำไมการจลาจลของพวกเขาจึงใช้เวลานานมาก? แผนงานสำหรับข้อตกลงสันติภาพมีมาช้านานแล้ว แต่ทางเลือกเฉพาะของดูเตอร์เตคือการนำศัตรูทั้งหมดมารวมกัน แล้วป้ายสีให้เป็นเหมือนปีศาจ  เพื่อทำลายล้างพวกเขาและปรับความรุนแรงที่ทวีความรุนแรงขึ้น การล่าแม่มดกับพรรคคอมมิวนิสต์ชวนให้นึกถึงสิ่งที่แมคคาร์ธีนิยมทำในช่วงสงครามเย็น ได้จับมือกับดูเตอร์เตทำสงครามยาเสพติดนองเลือดอันฉาวโฉ่ ในช่วงต้นของการเข้ารับตำแหน่ง ดูเตอร์เตประกาศใช้ Oplan Tokhang, "เคาะประตูโน้มน้าว" ซึ่งเป็นหน่วยงานต่อต้านยาเสพติดที่บังคับใช้กฎหมายเช่นเดียวกับสงครามยาเสพติด ซึ่งผู้คนที่ติดป้ายว่าเป็นผู้ติดหรือพ่อค้ายาเสพติดจะถูกสั่งให้กำจัดโดยอัตโนมัติและฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของรัฐบาลต้องเผชิญกับชะตากรรมเดียวกัน ในปี 2020 ช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดของโรคระบาดก็เป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดสำหรับนักเคลื่อนไหวทางสังคมเช่นกัน การอยู่บ้านหมายถึงการอยู่ในแนวยิง เนื่องจากผู้นำที่โดดเด่นถูกลอบสังหารอย่างรวดเร็วและไร้ความปราณีในบ้านของพวกเขา มีการสังหารนักเคลื่อนไหวที่ไม่น่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด Jory Porquia, Randall Echanis, Zara Alvarez และ Carlito Badion เป็นเหยื่อความรุนแรงของรัฐ พวกเขาทั้งหมดถูกกล่าวหาว่าเป็น "ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์" ก่อนที่พวกเขาจะถูกสังหาร ภายใต้การส่งเสริมของกองทัพ กลายเป็นคำศัพท์ที่ได้รับความนิยม ตอกย้ำแนวคิดที่ว่าพรรคคอมมิวนิสต์เป็นผู้ก่อการร้ายอย่างแท้จริง ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายที่จะเชื่อในอุดมการณ์ใด ๆ ในฟิลิปปินส์ แต่สำหรับกองกำลังติดอาวุธ คนที่เอนเอียงซ้ายคือพรรคคอมมิวนิสต์อย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขาจึงเป็นผู้ก่อการร้ายด้วย ดังนั้นผู้ก่อการร้ายจะต้องถูกกวาดล้างออกไป ลักษณะที่น่าสะพรึงกลัวของการถูกป้ายสีแบบนี้เหมือนกับการฆ่าห้องกวน แม้แต่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติก็ตื่นตระหนกและไม่ใช่แค่นักเคลื่อนไหวที่ถูกป้ายสีว่าเป็นผู้ก่อการร้าย สมาชิกภาคประชาสังคมทุกประเภทได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นผู้ก่อการร้าย ตั้งแต่สมาชิกรัฐสภา สมาชิกคริสตจักร นักข่าว และแม้แต่ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ ไปจนถึงคนดังที่ทำงานการกุศล การวิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่นั้นรับประกันว่าจะถูกรวมไว้อย่างแน่นอน ฟิลิปปินส์มีการบริจาคและเงินกู้ยืมที่เยอะที่สุดสำหรับการระบาดของโรคปอดบวมครั้งใหม่ แต่เงินช่วยเหลือที่ได้รับนั้นน้อยมาก เงินทุนส่วนใหญ่หมดไปกับทหารและตำรวจเพื่อใช้ในการปรับปรุงประเทศ การละเมิดการบังคับใช้กฎหมายเล็กน้อย การไม่สวมหน้ากาก ฝ่าฝืนเคอร์ฟิว หรือแม้แต่การก้าวออกจากประตูบ้านก็หมายความว่าคุณจะถูกตัดสินจำคุก เรามักได้ยินว่าผู้คนในสลัมกลัวที่จะสูญเสียอาชีพการงานมากกว่าไวรัส เพราะการขาดงานทำ ทำให้อดอยากและไม่สามารถหาอาหารกินเองได้ ในเดือนเมษายน 2020 ชาวสลัมหลายร้อยคนในเมโทรมะนิลาเริ่มประท้วงต่อต้านการขาดความช่วยเหลือและการขาดแคลนอาหาร ในขณะที่พันธมิตรของดูเตอร์เตอวดความมั่งคั่งและสิทธิพิเศษของพวกเขา ผู้ประท้วงได้รับการต้อนรับด้วยการโบกกระบองและกุญแจมือเท่านั้นและผู้หิวโหยที่สุดในประเทศจำนวน 21 คนที่ถูกคุมขังได้รับการประกันตัวหลังจากเสียงโวยวายดังขึ้นทั่วประเทศ ในเดือนกรกฎาคม 2020 รัฐบาลได้ลดความซับซ้อนของกระบวนการทำลายล้างเป้าหมายและผ่าน "พระราชบัญญัติต่อต้านการก่อการร้าย" ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐที่เข้มงวดและข่มเหงที่สุดในฟิลิปปินส์ นับตั้งแต่ช่วงกฎอัยการศึกของการปกครองแบบเผด็จการเต็มรูปแบบในปี 1970 และ 1980 พระราชบัญญัติต่อต้านการก่อการร้ายเป็นหัวข้อโปรดของดูเตอร์เตและลูกน้องของเขา และกฎหมายก็อนุญาตให้มีการจำกัดเสรีภาพพลเมืองอย่างเข้มงวด ขณะนี้ผู้คนสามารถถูกจับกุมโดยไม่มีหมายจับ เพียงเพราะเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็น "ผู้ก่อการร้าย" คำจำกัดความของผู้ก่อการร้ายมีการแพร่กระจายอย่างกว้างขวางเพื่อให้ครอบคลุมได้ถึงทุกคน ส่วนใหญ่เหตการณ์ข้างต้นจะเกิดขึ้นในปี 2020 สิ่งที่น่าเสียดายเช่นเดียวกับไวรัสคือเหตุการณ์เหล่านี้เป็นตัวกำหนดทิศทางการพัฒนาของฟิลิปปินส์มาจนถึงปัจจุบัน หายนะด้านสิทธิมนุษยชนที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ล่าสุดของประเทศกำลังเริ่มชึ้น ในขณะที่อำนาจทางเศรษฐกิจของผู้อ่อนแอที่สุดกำลังถูกปลดออกไป ความอัปลักษณ์ของฟิลิปปินส์ไม่เพียงแต่อยู่ในบันทึกด้านสิทธิมนุษยชนที่น่าสลดใจเท่านั้น แต่ยังอยู่ในความไม่เท่าเทียมทางสังคมอย่างใหญ่หลวงที่ได้รับการเปิดเผยอย่างชัดเจนระหว่างการล็อกดาวน์ แม้ว่าผลกระทบที่ตามมาของวิกฤตการณ์ในอดีตจะไม่คงอยู่อีกต่อไป แต่ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก การเลือกตั้งที่เพิ่งสรุปผลเมื่อเดือนพฤษภาคม 2565 ทำให้ความรู้สึกเหล่านั้นรุนเเรงมากขึ้น การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างแพร่หลายได้จุดชนวนให้เกิดการต่อต้านอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ด้วยการประท้วง การชุมนุม และการทำสงครามโซเชียลมีเดีย ด้วยความพยายามของผู้นำ การฟื้นตัวของภาคประชาสังคมได้รับพื้นที่เล็กๆ เพื่อเป็นประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ทำให้ฟิลิปปินส์ไม่สามารถหวนคืนสู่ยุคกฎอัยการศึกได้อย่างสมบูรณ์และฟิลิปปินส์จะไม่หวนกลับไปสู่ยุคกฎอัยการศึกจากการลงโทษที่รุนแรงและกฎหมายที่เข้มงวดโดยสิ้นเชิง โดยมีผลลัพธ์อย่างกว้างขวาง พวกเรามีเหตุผลที่จะมีความหวัง  สวนในชุมชน ห้องครัว และตู้เย็นชุมชน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการต่อต้าน การต่อต้านมีหลายรูปแบบและกระแสความขัดแย้งที่ท่วมท้นยังคงท่วมถนนด้วยผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งต่างๆ จะแย่ลงก่อนที่ทุกอย่างจะดีขึ้น และคนฟิลิปปินส์รวมถึงองค์กร สถาบัน ฯลฯ จำนวนมากได้มีการเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี

2022-09-23

บทแนะนำเหรินเซิงป่ายเว่ย (Do You A Flavor) โดยสังเขป: เหรินเซิงป่ายเว่ย (Do You A Flavor) เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่มุ่งมั่นจัดการประเด็นคนไร้บ้านและความยากจนในเมือง ตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา เหรินเซิงป่ายเว่ยได้มีข้อริเริ่มให้ประชาชนเข้าร่วมและโครงการบริการโดยตรงอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมมือกับกลุ่มสังคมที่สนใจในประเด็นที่แตกต่างกัน เช่น สังคมชุมชน ผู้ป่วยทางจิต ที่พักอาศัย แรงงาน เพศสภาพ ฯลฯ โดยที่เหรินเซิงป่ายเว่ยมุ่งมั่นที่จะเป็น "ผู้นำทาง" ระหว่างผู้คนกับประเด็นต่างๆ จู กัง หย่ง ผู้ทำงานด้านปัญหาความยากจน(และยากจนด้วยจริงๆ) ร่วมก่อตั้งเหรินเซิงป่ายเว่ย (Do You A Flavor), ฉงเสวียเหมิง (Learning From The Poor), ออกแบบนิทรรศการ "ไทเปของคนจน”(Poor’ Taipei), ร่วมแต่งและตีพิมพ์หนังสือ " คู่มือเอาตัวรอดตามตรอกซอย”(Street Survival Guide) และ "รื้อฐานรุกใหม่: การอยู่ร่วมกันในเมือง" (City Commoning) ในเมืองที่เจริญรุ่งเรือง จัดนิทรรศการของคนยากจน “ถ้าเราย้อนมองอดีต เราจะรู้ทันทีว่า ความเจิดจรัสของนครไทเปในวันนี้ แท้จริงแล้ว เป็นผลจากการที่ผู้แสวงความฝันจากภาคใต้สู่ภาคเหนือ, คนยากไร้, แรงงานระดับฐานราก, ผู้ย้ายถิ่น, ชาวพื้นเมืองและคนจนได้ทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายตลอด 100 กว่าปีที่ผ่านมา พวกเขามาจากภูเขาสูง, เกาะแก่ง และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มุ่งสู่ไทเป ร่วมแปลงโฉมหน้าใหม่ให้กับเมืองอันยิ่งใหญ่นี้ด้วยมือของพวกเขา ถ้ามองจากบางมุมมอง ไทเปที่เจริญรุ่งเรืองในวันนี้ ไม่ได้เป็นไทเปของผู้ประสบความสำเร็จและคนรวยอย่างเดียว แต่ยังเป็นไทเปของคนผิดหวังและคนจนด้วย "—ซุน ต้าชวน บทนำไทเปของคนจน ในศตวรรษนี้ ทั่วโลกระบุให้ความยากจนเป็นปัญหาที่สำคัญและต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน* ถึงกระนั้น เมื่อมีการพูดถึงประเด็นดังกล่าว มักจะไม่ปรากฏเสียงของคนจน มนุษย์เป็นผู้ที่อยู่ท่ามกลางความยากจนที่รับรู้และตอบสนองต่อความยากจนโดยตรง มีความรู้สึกและประสบการณ์อันลึกซึ้ง แต่สังคมยังคงเต็มไปด้วยทัศนคติเชิงลบเกี่ยวกับความยากจน ผู้มีประสบการณ์โดยตรงส่วนใหญ่เลือกที่จะซ่อนตนหรือปฏิเสธอดีตของตนเอง จนกลายเป็นผู้พูดไม่ได้ ตั้งแต่ปี 2017 องค์กรบุคคลชายขอบหลายแห่งในไทเป เช่น คนไร้บ้าน, ชาวพื้นเมืองในเมือง, ครอบครัวเปราะบาง, วัยรุ่นที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ, ผู้ป่วยทางจิต ฯลฯ ได้ร่วมกันเปิดตัว "ไทเปของคนจน" โดยผ่านกิจกรรมริเริ่มประจำปี เชิญชวนให้ประชาชนก้าวสู่ชีวิตคนจนและเข้าใจปัญหาความยากจนในเมือง

2022-07-20

ในการสัมมนาครั้งนี้จะเน้นการหารือเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับการปกครองแบบความเป็นอิสระเชิงสัมพัทธ์และขอบเขตในการเคลื่อนไหวของพิพิธภัณฑ์เพื่อสิทธิมนุษยชนและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นหัวข้อหารือเร่งด่วนในหลายประเทศ ณ ขณะนี้ จะมีการกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างพิพิธภัณฑ์ รัฐบาล และผู้มีอิทธิพลอื่น ๆ รวมถึงทำไมระบบอุปถัมภ์ถึงได้เข้ามามีส่วนในการกำหนดบทบาทของพิพิธภัณฑ์และมีความเกี่ยวข้องในประเด็นที่ถูกมองว่าอ่อนไหวและเป็นที่ถกเกียงในสังคมโดยง่าย? งานสัมมนาจะมุ่งประเด็นให้เห็นภาพสถานการณ์ปัจจุบันที่พิพิธภัณฑ์หลายแห่งต้องเผชิญกับปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นทางสังคม ทางวัฒนธรรม และด้านการเมืองผ่านมุมมองต่าง ๆ ทั้งคนในและคนนอก การสัมมนานี้ยินดีที่จะเปิดรับข้อมูลและตัวอย่างวิธีการภาคปฏิบัติที่เคยทำมาแล้วและได้ผลดี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นและเปิดโอกาสการเจรจากับคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมภายในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์หรือในสังคมทั่วไป เช่นจะมีวิธีการหรือกลยุทธ์ไหนที่ครอบคลุม และได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความเกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชน? วัตถุประสงค์ของการประชุม FIHRM ทั้งหมดก็เพื่อที่จะแบ่งปันประสบการณ์ การมีส่วนร่วมทางภาคปฏิบัติ การพัฒนาขีดความสามารถและวิธีการต่างๆ รวมไปถึงการเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชน ผู้จัดงาน งาน FIHRM 2022 จัดขึ้นจากความร่วมมือของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์นอร์เวย์เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน (Demokratinettverket) โดยพิพิธภัณฑ์เจ้าภาพในการจัดงานครั้งนี้คือ ศูนย์สันติภาพโนเบล (The Nobel Peace Center) ศูนย์การเรียนรู้ของประเทศนอร์เวย์เกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ศาสนาของชนกลุ่มน้อย (Norwegian Centre for Studies of Holocaust and Religious Minorities (the HL-centre)) และ พิพิธภัณฑ์ Eidsvoll 1814 ถือเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติสำหรับประวัติรัฐธรรมนูญอีกด้วย  

งานวิจัย
2022-09-23

ประวัติผู้เขียนErpan Faryadi ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการโครงการของเซอร์เคิลเพื่อการประชาสัมพันธ์และวิจัยแห่งเกาะบอร์เนียว (Link-AR Borneo) องค์กรชุมชนซึ่งมีบทบาทด้านการประชาสัมพันธ์ การรณรงค์ ตลอดจนการศึกษาและวิจัยในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และอำนาจอธิปไตยของประชาชนในกาลิมันตันตะวันตก ประเทศอินโดนีเซีย ข้อมูลเกี่ยวกับ Link-AR Borneo Link-AR Borneo (เซอร์เคิลเพื่อการประชาสัมพันธ์และวิจัยแห่งเกาะบอร์เนียว) คือองค์กรภาคเอกชนเพื่อการพัฒนา (NGO) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2552 มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินงานสนับสนุนการจัดการปัญหาในวงกว้างจากการใช้ประโยชน์อุตสาหกรรมเหมืองแร่ ป่าไม้ รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติข้างต้นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมสกัดโดยไร้การควบคุม ทั้งนี้ปัญหาต่างๆ ล้วนเกิดขึ้นจากผลประโยชน์เชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความต้องการจัดหาวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ระดับโลก นั่นหมายความว่า ภาวะดังกล่าวไม่สามารถแยกขาดจากแผ่นดินบอร์เนียวอันอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติได้ ด้วยเหตุปัจจัยข้างต้น Link-AR Borneo จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อดำเนินงานประชาสัมพันธ์ตามหลักฐานเชิงประจักษ์ การประชาสัมพันธ์ดังกล่าวถือเป็นเครื่องชี้ชัดการดำเนินงานของ Link-AR Borneo ว่า สอดคล้องกับผลประโยชน์ต่างๆ ของชุมชนและความยุติธรรมทางนิเวศวิทยาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง นับตั้งแต่ก่อตั้งองค์กรเป็นต้นมา Link-AR Borneo ได้ทุ่มเทความพยายามอย่างยิ่งในด้านต่างๆ เพื่อการรักษาและปกป้องสิทธิมนุษยชน ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาระบบไปจนถึงความเป็นอิสระของชุมชนต่อการจัดการป่าไม้และผืนดินอย่างยั่งยืน บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้วที่จะประเมินนโยบายและการตอบสนองของรัฐบาลอินโดนีเซียต่อสถานการณ์ระบาดใหญ่ของ COVID-19 รวมถึงผลกระทบของนโยบายข้างต้นต่อประชาชนไปจนถึงการปฏิบัติตามและความเคารพในสิทธิมนุษยชน เมื่อต้นปี พ.ศ.2563 (เดือนมกราคม - มีนาคม พ.ศ.2563) รัฐบาลอินโดนีเซียและเจ้าหน้าที่รัฐมิได้ตอบสนองต่ออุบัติการณ์ COVID-19 อย่างจริงจัง ซ้ำยังประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริงและไม่เชื่อว่ามีอุบัติการณ์ COVID-19 เกิดขึ้น อนึ่ง เมื่อต้นปี พ.ศ.2563 รองประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซียกล่าวว่า “ด้วยการสวดภาวนาจากผู้นำศาสนาของเรา COVID-19 จะไม่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียอย่างแน่นอน” ส่วนประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซียก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนด้วยคำกล่าวที่ว่า "ประชาชนชาวอินโดนีเซียจะไม่ติด COVID-19 เพราะพวกเรามียาสมุนไพรดีๆ ดื่ม" เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2563 (ดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ CNN อินโดนีเซีย, 16 มีนาคม พ.ศ.2563, “Media Asing Soroti Jokowi Minum Jamu Untuk Tangkal Corona”) การตอบสนองซึ่งไม่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์เหล่านี้คือพื้นฐานนโยบายจากรัฐบาลอินโดนีเซียต่อการจัดการสถานการณ์ระบาดใหญ่ของ COVID-19 มาตรการควบคุมสถานการณ์ COVID-19 โดยรัฐบาลอินโดนีเซีย นับตั้งแต่ WHO ประกาศให้สถานการณ์ COVID-19 เป็นการระบาดใหญ่ระดับโลก เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2563 รัฐบาลควรเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ อย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในประเทศอินโดนีเซียด้วยการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ (นักระบาดวิทยา) อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัญหาหลักคือปัญหาสุขภาพ แต่รัฐบาลกลับรับฟังความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพียงน้อยนิดและไม่ให้ความสำคัญในหลายครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบว่ามีอีกหลายกรณีที่ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพขัดต่อรัฐบาลอีกด้วย ทั้งนี้นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2563 รัฐบาลอินโดนีเซียได้มอบหมายให้กองกำลังติดอาวุธแห่งชาติอินโดนีเซีย (Indonesian National Armed Forces, TNI) และตำรวจ ล็อกดาวน์ประชาชนไว้ในบ้าน[1] จำกัดการประกอบกิจกรรมทางศาสนา จำกัดการเดินทางของประชาชน ทั้งยังห้ามมิให้ประท้วงและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆ โดยเฉพาะสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ภายหลังจากประกาศข้างต้นที่กำหนดให้การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นสถานการณ์ระบาดใหญ่ระดับโลก รัฐบาลอินโดนีเซียได้ดำเนินมาตรการควบคุมต่างๆ แต่ไม่มี 'คำสั่งในระดับชาติ' ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขให้ความเห็นว่า มาตรการต่างๆ ของ Jokowi นั้น "เชื่องช้า" และไม่เพียงพอต่อการรักษาความสงบในหมู่ประชาชน (ดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ BBC News อินโดนีเซีย, 16 มีนาคม พ.ศ.2563, “Virus corona: Jokowi umumkan langkah pengendalian Covid-19, tapi tanpa komando nasional”) นอกจากนี้ รัฐบาลยังนำเสนอข้อกำหนดและนโยบายใหม่เพื่อควบคุมสถานการณ์ระบาดใหญ่ของ COVID-19 ทุกเดือน ทว่าไร้ซึ่งนัยสำคัญต่อการป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในประเทศอินโดนีเซีย นั่นแสดงให้เห็นถึงความตื่นตระหนกและขาดทิศทางในการดำเนินนโยบายอย่างเป็นระบบจากรัฐบาลเพื่อแก้ไขสถานการณ์อันเนื่องมาจากโรคร้ายแรงชนิดนี้ในทุกระดับ เจ้าหน้าที่รัฐ ยกตัวอย่างเช่น Juliari Batubara รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการสังคม ก็กระทำทุจริตต่อโครงการช่วยเหลือสังคม (bansos) ในส่วนอาหารขั้นพื้นฐานเพื่อบุคคลยากไร้ อันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการควบคุมสถานการณ์ COVID-19 เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2563[2] และนี่คือหนึ่งในการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐชาวอินโดนีเซียอันน่าละอายอย่างยิ่ง ท่ามกลางความยากลำบากของประชาชนผู้ต้องฝ่าฟันต่อความกดดันต่างๆ จากสถานการณ์ COVID-19 ทั้งนี้ด้วยจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากสถานการณ์ระบาดใหญ่ ส่งผลให้รัฐบาลอินโดนีเซียควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้ยากลำบากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่รัฐบาลควรมอบหลักประกันสิทธิด้านสุขภาพแก่ประชาชนอันเป็นหนึ่งในสิทธิมนุษยชน รวมถึงจัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้ปฏิบัติงานด่านหน้าอย่างเพียงพอ เพื่อต่อต้านวิกฤติร้ายแรงจากสถานการณ์ระบาดใหญ่ของโควิด-19 แต่ดูเหมือนว่า รัฐบาลจะไร้ประโยชน์ใดๆ นอกจากรายงานจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 ที่เพิ่มขึ้นในทุกวัน นับตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน พ.ศ.2564 ผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ต่อประชาชนชาวอินโดนีเซีย นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2563 รัฐบาลอินโดนีเซียได้ออกนโยบายจำกัดกิจกรรมทางสังคมขนาดใหญ่ (PSBB) ด้วยวัตถุประสงค์มุ่งทำลายห่วงโซ่การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทว่านโยบายนี้กลับล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายทั่วไปสองข้อที่ WHO กำหนดให้ใช้ควบคุมสถานการณ์ COVID-19 นั่นคือ การลดอัตราแพร่ระบาดและเสียชีวิต ต่อมาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2564 โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือสถานการณ์ระบาดใหญ่ของ COVID-19 ในประเทศอินโดนีเซียนั้น ทวีความร้ายแรงยิ่งขึ้นเพราะความลังเลของรัฐบาลในการเลือกระหว่างสุขภาพของประชาชนกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2564 รัฐบาลอินโดนีเซียได้บังคับใช้มาตรการจำกัดกิจกรรมในชุมชนสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน (PPKM) บริเวณเกาะชวาและเกาะบาหลี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 – 20 กรกฎาคม พ.ศ.2564 ด้วยความมุ่งหวังว่า การบังคับใช้มาตรการฉุกเฉิน PPKM บริเวณเกาะชวาและเกาะบาหลี จะระงับการแพร่ระบาดอย่างไม่หยุดยั้งของ COVID-19 และลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์ระบาดใหญ่ครั้งนี้ได้ ส่วนพื้นที่นอกเกาะชวาและเกาะบาหลี รัฐบาลได้บังคับใช้มาตรการ PPKM Micro Darurat (มาตรการจำกัดกิจกรรมในชุมชนระดับจุลภาค ยกตัวอย่างเช่น ท้องถิ่นระดับ regency และ sub-districts) อย่างไรก็ตามนโยบายทั้งหมดของรัฐบาลแทบไม่มีผลใดๆ ต่อการบรรเทาสถานการณ์ COVID-19 ทว่าในทางกลับกัน อัตราแพร่ระบาดและเสียชีวิตจาก COVID-19 ในประเทศอินโดนีเซียยิ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง บทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมต่อสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศอินโดนีเซีย องค์กรภาคประชาสังคม (CSO) ในประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นองค์กรที่ปฏิบัติงานอย่างแข็งขันมาตั้งแต่ยุคปฏิรูปหรือยุคหลังเผด็จการ องค์กรข้างต้นหลายแห่งในประเทศอินโดนีเซียมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่องานด้านสิทธิมนุษยชน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สุขภาพ การปฏิรูปกฎหมาย อธิปไตยทางอาหาร สิทธิต่างๆ ในที่ดินตลอดจนการปฏิรูป ปัญหาชาวนาและแรงงาน รวมถึงงานด้านอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งนี้องค์กรภาคประชาสังคมในประเทศอินโดนีเซียยังสามารถดึงดูดกลุ่มต่างๆ รวมถึงบุคคลจำนวนมากให้เข้าร่วมการดำเนินงานและการรณรงค์ต่างๆ ขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ ทนายความ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร ไปจนถึงบุคลากรด้านอื่นๆ นั่นทำให้องค์กรภาคประชาสังคมทวีความน่าเชื่อถือและเพิ่มพูนประสบการณ์ในสาขาของตนยิ่งขึ้น หากกล่าวตามความเป็นจริง องค์กรภาคประชาสังคมในประเทศอินโดนีเซียนั้นมีส่วนสนับสนุนกระบวนการต่างๆ ทางประชาธิปไตยภายในประเทศเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่ยุคหลังเผด็จการเป็นต้นมา (ภายหลังปี พ.ศ.2541) องค์กรภาคประชาสังคมในประเทศอินโดนีเซียที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการควบคุมสถานการณ์ COVID-19 ได้แก่ แนวร่วมพลเมืองรายงานสถานการณ์ COVID-19 ทั้งนี้แนวร่วมพลเมือง LaporCovid-19 หรือ LaporCovid-19 ก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มบุคคลผู้ตระหนักถึงปัญหาสิทธิมนุษยชนพลเมืองและปัญหาด้านสาธารณสุขอันเกี่ยวเนื่องจากสถานการณ์ระบาดใหญ่ของ COVID-19 เมื่อต้นเดือนมีนาคม พ.ศ.2563 ภายหลังตรวจพบการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างเป็นทางการ LaporCovid-19 เป็นผู้สร้างแพลตฟอร์มสำหรับรายงานข้อมูลโดยพลเมือง เพื่อใช้เป็นแหล่งแบ่งปันข้อมูลอุบัติการณ์เกี่ยวกับ COVID-19 ที่ค้นพบโดยบุคคลทั่วไปผู้ไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือจากรัฐบาล ด้วยการเลือกใช้กระบวนการ crowdsourcing ซึ่งอาศัยการมีส่วนร่วมจากประชาชนในการบันทึกค่าต่างๆ ตลอดจนรายงานปัญหาที่สืบเนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 โดยรอบบริเวณใกล้เคียง เป็นเสมือนสะพานบันทึกข้อมูลสถิติต่างๆ ท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 ภายในประเทศ ทำให้ LaporCovid-19 คือพื้นที่รวบรวมข้อมูลการแพร่ระบาดและความร้ายแรงของสถานการณ์ COVID-19 สำหรับรัฐบาลและประชาชนทั่วไปในประเทศอินโดนีเซียอย่างแท้จริง อนึ่ง ข้อมูลที่รวบรวมได้ผ่านช่องทางของ LaporCovid-19 จะป้อนเข้าสู่รัฐบาลเพื่อกำหนดนโยบายและขั้นตอนต่างๆ ในการควบคุมสถานการณ์ COVID-19 โดยอ้างอิงตามข้อมูลภาคสนามต่อไป LaporCovid-19 ประกอบด้วย องค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ ในประเทศอินโดนีเซีย ได้แก่ YLBHI, Tempo magazine, Efek Rumah Kaca, Transparency International Indonesia, Lokataru, Hakasasi.id, U-Inspire, STH Jentera, NarasiTV, Rujak Center for Urban Studies และ Indonesia Corruption Watch ทั้งนี้ YLBHI คือกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 เพื่อดำเนินงานติดตามพันธกรณีสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง ส่วน Tempo magazine นั้นเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Tempo ซึ่งเน้นการดำเนินงานเรื่องสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และการทุจริตคอร์รัปชัน ความวุ่นวายในการควบคุมสถานการณ์ COVID-19 ได้รับการเน้นย้ำโดยแนวร่วมภาคประชาสังคมอันประกอบด้วย LaporCovid-19, ICW, YLBHI, LP3ES และ Lokataru แนวร่วมดังกล่าวประเมินว่า รัฐบาลของ Jokowi ล้มเหลวต่อการควบคุมสถานการณ์ระบาดใหญ่ซึ่งประเทศอินโดนีเซียเผชิญ นับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม พ.ศ.2563 ส่วน LaporCovid-19 วิจารณ์ว่า รัฐบาลล้มเหลวต่อการป้องกันอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากปัญหาต่างๆ ในการควบคุมสถานการณ์ COVID-19 ทั้งนี้จากการรวบรวมข้อมูลของ LaporCovid-19 ยอดผู้เสียชีวิตอาจลดลงได้ตั้งแต่เริ่มต้น หากรัฐบาลดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์อย่างรวดเร็วและจริงจัง ดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้จากบทความ "Kasus Meninggal Melonjak & RS Kolaps, Negara Gagal Tangani COVID?", Tirto.id, 6 กรกฎาคม พ.ศ.2564, https://tirto.id/ght5 แม้ว่ารัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณถึง 695.2 ล้านล้านรูเปียห์อินโดนีเซีย เพื่อดำเนินกลยุทธ์ด้านการควบคุมสถานการณ์ COVID-19 ในปี พ.ศ.2563 ก็ตาม (ดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ Kompas, 20 ธันวาคม พ.ศ.2563, “Kebijakan Pemerintah Menangani Covid-19 Sepanjang Semester II 2020”)  

2022-09-23

แนะนำหน่วยงาน:พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยไทเป (Museum of Contemporary Art Taipei) พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยไทเปก่อตั้งเมื่อปี 2001 เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เน้นจัดแสดงศิลปะร่วมสมัยแห่งแรกของไต้หวัน ผู้เข้าชมสามารถสำรวจวัฒนธรรมและสังคมศิลปะร่วมสมัยได้อย่างลึกซึ้งผ่านการจัดแสดงและกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ แนะนำผู้เขียน: จานฮว้าจื้อ: จบปริญญาเอกสาขาการจัดการศิลปะและนโยบายเชิงวัฒนธรรมจากมหาวิทยาลัยศิลปะแห่งชาติไต้หวัน เคยรับตำแหน่งเลขาธิการสมาคมทัศนศิลป์ต้หวัน ประธานกรรมการบริหารศูนย์ศิลปะดิจิตอลไทเป ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วยวิจัยของพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยไทเป ลั่วลี่เจิน:ผู้เชี่ยวชาญศิลปะร่วมสมัย ผู้สร้างสรรค์และวิจัยมีเดียอาร์ตสมัยใหม่ ศิลปินและนักวิจารณ์ศิลปะ อาจารย์สอนศิลปะ นักวิจัยกระแสและการตลาดดิจิตอล ปัจจุบันได้รับเชิญมาทำงานให้กับสาขาการโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยซื่อซินเป็นการชั่วคราว และรับตำแหน่งผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยไทเป ปัจจุบันการพูดคุยเกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัยมิอาจแบ่งแยกออกจากสังคมได้ เมื่อผู้ชมได้รับความคิดที่ส่งผ่านผลงานศิลปะและข้อมูลต่างๆที่ได้รับจากการอ่าน ผู้ชมก็ควรจะมีอิสระที่จะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกัน พิพิธภัณฑ์ศิลปะเป็นหนึ่งในพลังที่จะช่วยผลักดันการเคลื่อนไหวในสังคม ทางพิพิธภัณฑ์หวังว่าเมื่อผู้ชมรับชมงานนิทรรศการจะได้รับข้อคิด ความรู้สึกต่างๆและสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้ การสร้างความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นหัวใจหลักสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ของศิลปะร่วมสมัย พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยไทเปมุ่งมั่นที่จะสร้างพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนประเด็นต่างๆในสังคมปัจจุบัน เนื่องจากปณิธานของพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยไทเปดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ในช่วงหลายปีมานี้เมื่อทางพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยไทเป (ต่อไปจะเรียกโดยย่อว่า พิพิธภัณฑ์) จะวางแผนออกแบบนิทรรศการ ทางพิพิธภัณฑ์จะติดตามปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนหลายๆเรื่องด้วยกัน เช่น ในปี2017 สภานิติบัญญัติได้ตีความรัฐธรรมนูญ และประกาศว่า “กฎหมายแพ่ง” ที่ไม่ครอบคลุมเรื่องอิสระในการแต่งงาน และสิทธิความเท่าเทียมกันของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ยังได้ร้องขอให้หน่วยงานนิติบัญญัติแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือร่างกฎหมายใหม่ให้โดยเฉพาะ และจะแล้วเสร็จภายในเวลาสองปี เพื่อรักษาสิทธิในการแต่งงานของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ทำให้ไต้หวันกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ออกกฎหมายสมรสเท่าเทียมออกมา ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นทางพิพิธภัณฑ์ก็ได้จัดนิทรรศการ “แสงสว่าง ร่วมกันใช้ – นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยเอเชียหัวข้อLGBTQ” โดยมีคุณหูเฉาเซิ่งเป็นผู้ออกแบบขึ้น นับว่าเป็นครั้งแรกในไต้หวันที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะของรัฐบาลจัดงานนิทรรศการหัวข้อLGBTQปัญหาเกย์ขนาดใหญ่ขึ้น ความสำคัญของงานนิทรรศการนี้มากมายจนมิอาจจะกล่าวได้หมด ลานกว้างหน้าพิพิธภัณฑ์มีผลงานศิลปะของคุณจ้วงจื้อเหวยที่มีชื่อว่า “สายรุ้งกลางความมืด”ตั้งอยู่ เป็นผลงานที่ผู้ชมสามารถขีดเขียนความลับดำมืดที่ซ่อนอยู่ในตัว เสียงกรีดร้องอันไร้เสียง เสียงร้องไห้แห่งความไม่เท่าเทียม ไปพร้อมกับคำอวยพร คำชื่นชม เป็นการส่งเสียงความในใจให้ผู้คนในสังคมรับรู้ ตู้สีดำขนาดใหญ่ได้รับการขีดเขียนความในใจจากผู้คนจำนวนมากจนส่องแสงสว่างกลายเป็นพลังแห่งสายรุ้ง ต่อมาผลงานศิลปะชิ้นนี้ได้หมุนเวียนจัดแสดงที่กรุงเทพ ประเทศไทย ฮ่องกง และที่อื่นๆด้วย ข้างต้นคือหนึ่งในตัวอย่างของการใช้ศิลปะร่วมสมัยเปิดพื้นที่พูดคุยหัวข้อต่างๆในสังคมอย่างต่อเนื่อง

2022-05-23

ผู้เขียน-แอนดี้ อาคาเดียน แอนดี้ อาคาเดียน เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์สาขาวิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอินโดนีเซียแห่งชาติและเป็นผู้ดูแลมูลนิธิบ้านแห่งมูนีร์ เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนมูนีร์ พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนมูนีร์ริเริ่มก่อตั้งโดยมูลนิธิสิทธิมนุษยชนบ้านแห่งมูนีร์ ในปี 2013 เมืองบาตู มณฑลชวาตะวันออก ที่นี่เป็นสถานที่ที่ทนายมูนีร์เกิดและเติบโต เดิมมีชื่อว่าพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนบ้านแห่งมูนีร์ การก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนชาวอินโดนีเซีย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เป็นพลเมืองที่รักสงบ, ให้เกียรติสิทธิมนุษยชน, เปิดกว้างและรักสันติ บทนำ เดือนพฤษภาคมในปี 1998 หลังจากที่นโยบายระเบียบใหม่ (New Order) ของรัฐบาลพลเอกซูฮาร์โต (Soeharto) พังทลาย พลเอกซูฮาร์โต (Soeharto) ได้สละบัลลังก์หลังจากที่กุมอำนาจมา 30 กว่าปี โดยมีรองประธานาธิบดีเบ. เจ. ฮาบีบี (B. J. Habibie) รับตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไป เขามีความมุ่นมั่นที่จะนำพาอินโดนีเซียสู่ความเป็นประชาธิปไตย สิ่งที่ตามมากับการพังทลายของนโยบายระเบียบใหม่คือมีพรรคการเมืองใหม่จำนวนมากถูกจัดตั้งขึ้นในอินโดนีเซีย ระบอบพรรคการเมืองหลายพรรคแห่งยุคใหม่นี้กลายเป็นพื้นฐานของการมุ่งไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยของอินโดนีเซียในวันนี้ อย่างไรก็ตาม รากเหง้าของรัฐบาลชุดเก่ายังไม่หมดสิ้นไป ยังมีบางส่วนที่หยั่งรากฝักลึกหลงเหลืออยู่ในระบอบการเมืองร่วมสมัยของอินโดนีเซีย หนึ่งในนั้นคือ แนวความคิดเชิงประวัติศาสตร์อินโดนีเซียปัจจุบันที่เน้นย้ำบทบาทของทหาร โดยเฉพาะทหารบก ในปี 1965 ทหารบกเป็นกำลังสำคัญในการช่วยให้อินโดนีเซียหลุดพ้นจากการคุกคามของพรรคคอมมิวนิสต์ กองทหารสามารถควบคุมอำนาจทางการเมืองได้อย่างราบรื่นและเต็มที่จนถึงยุคปี 1970 จากนั้น วาทกรรมเชิงประวัติศาสตร์ทำนองนี้ก็แผ่ขยายไปกว้างขวางกว่าเดิม วาทกรรมนี้ไม่เพียงแต่บอกเล่าความสำเร็จของทหารในการปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์ ทั้งยังเป็นการเน้นย้ำว่าทหารเป็นผู้มีบทบาทหลักในการช่วยให้อินโดนีเซียเป็นเอกราชแยกตัวจากฮอลแลนด์ บทบาทของนักต่อต้านอาณานิคมอย่างซูการ์โน (Sukarno), ฮัตตา(Hatta), ชาห์รีร์ (Sjahrir) ลดน้อยลงเรื่อยๆ แทนที่ด้วยบทบาททหารและเรื่องราวความกล้าหาญชาญชัยของทหารในสงครามเพื่อเอกราช แคทเธอรีน แม็คเกรเกอร์ (Katherine McGregor) ระบุอย่างเฉพาะเจาะจงในงานวิจัยวาทกรรมเชิงประวัติศาสตร์อินโดนีเซียยุคศตวรรษที่ 20 ของเธอว่า  วาทกรรมแบบนี้เป็น “ประวัติศาสตร์ในเครื่องแบบ” ทำให้เห็นว่าในยุคระเบียบใหม่ ทางการอินโดนีเซียได้สร้างประวัติศาสตร์ที่มีการส่งเสริมบทบาทของทหาร เราก็เริ่มมีประกายความคิด เริ่มเข้าใจว่านอกจากความเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อความก้าวหน้าและการปลดแอกแล้ว อำนาจทางการเมืองที่ปกครองอยู่สามารถใช้พิพิธภัณฑ์เป็นเครื่องมือสำหรับเผด็จการในการปิดบังปฏิกิริยาความสำนึกเชิงประวัติศาสตร์ที่จอมปลอม ผู้ที่อยู่เบื้องหลังบงการทุกอย่างคือ นูโกรโฮ โนโตซูซันโต (Nugroho Notosusanto) ซึ่งต่อมาได้ตำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในยุตระเบียบใหม่ ภายใต้การบังคับบัญชาของเขา เมืองต่างๆ ในอินโดนีเซียมีพิพิธภัณฑ์และอนุเสาวรีย์ย้ำเตือนให้ประชาชนอย่าลืมคุณูประการและบทบาทสำคัญของทหาร เพื่อสนับสนุนวาทกรรมเชิงประวัติศาสตร์นี้ต่อไป การเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการถูกลืม ภายใต้การเมืองยุคระเบียบใหม่ พิพิธภัณฑ์ไม่ได้เหมือนคำนิยามดั้งเดิมที่เป็นเพียงสถานที่ไว้สำหรับเก็บรักษา “วัตถุที่มีคุณค่าทางศิลปะ, วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์ หรือ วิทยาศาสตร์” (พจนานุกรมภาษาอังกฤษฉบับออกซฟอร์ด) แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือของอำนาจ ทำให้บทบาทในประวัติศาสตร์ของอำนาจทางการเมืองมีความชอบธรรมขึ้นมา ในปี 1998 หลังเกิดการปฏิรูปไม่นาน เริ่มมีคนพยายามแก้ไขวาทกรรมแบบนี้ ช่วงต้นปี 2000 วาทกรรมที่ริเริ่มโดยนักประวัติศาสตร์อิสระที่ศึกษาเอกราชอินโดนีเซียกลายเป็นจุดสนใจในการถกเถียงกัน อาสวี วาร์แมน อดัม (Asvi Warman Adam) เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญเรียกร้องให้  “แก้ไขประวัติศาสตร์ให้ถูกต้อง” (Adam, 2004) เพื่อทำให้บทบาทของทหารมีความเด่นชัดมากขึ้น สมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์และผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จำนวนหลายแสนคนถูกฆ่าตาย วาทกรรมนี้ถูกวางเทียบกับวาทกรรมของทางการกับเหตุการณ์ในปี 1965 อย่างไรก็ตาม กระแสระลอกใหม่นี้ยังอยู่ในกรอบการถกเถียงกันทางวิชาการและถูกส่งต่อในแวดวงที่จำกัด วาทกรรมฉบับทางการของยุคระเบียบใหม่ยังคงเป็นกระแสหลัก มีเนื้อหาแบบเรียนประวัติศาสตร์ชั้นประถมและมัธยม พร้อมภาพยนตร์ให้การสนับสนุน ทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์และอนุเสาวรีย์ยุคระเบียบใหม่คงอยู่ไว้จนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้ ยังมีนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนและผู้สนับสนุนประชาธิปไตยท้าทายวาทกรรมดังกล่าว พวกเขาพยายามรักษาความทรงจำของมวลชน อย่าลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1988 ซึ่งเป็นช่วงที่อินโดนีเซียเผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง วันที่ 10 เดือนธันวาคม ปี 2014 มีนักเคลื่อนไหวทางสังคมและนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยตรีสักติ (Trisakti University) ได้ร่วมจัดพิธีเปิดอนุเสาวรีย์เหตุการณ์ 12 พฤษภาคม 1998 พร้อมกิจกรรมรำลึกสิทธิมนุษยชนโลก อนุเสาวรีย์นี้ทำโดยเซรามิกสีดำสูง 3 เมตร เพื่อรำลึกนักเรียนจำนวน 4 คนที่ถูกหน่วยรักษาความปลอดภัยยิงตายในช่วงเกิดการประท้วง ในขณะเดียวกัน คณะกรรมการความรุนแรงและละเมิดสตรีแห่งชาติ  (Komnas Perempuan) ได้เขียนข้อความบนอนุสาวรีย์เกี่ยวกับเหตุการณ์พฤษภาคม 1998 จาลึกผู้หญิงเชื้อสายจีนที่ถูกทำร้ายและข่มขืน อาสาสมัครได้แจ้งเรื่องการถูกข่มขืนของผู้หญิงเชื้อสายจีนให้กับสื่อมวลชนทราบ ในช่วงแรกๆ ของการปฏิรูปเกิดการถกเถียงประเด็นนี้ขึ้นมา รัฐบาลได้จัดตั้งคณะทำงานสอบสวนข้อเท็จจริง (TPGF) เพื่อตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม คณะทำงานนี้มิได้ค้นพบ “หลักฐาน” ที่จะสนับสนุนเหตุการณ์ข่มขืนหมู่นี้ได้ รัฐบาลได้ปฏิเสธเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นการโต้ตอบคำปฏิเสธของรัฐบาล อิตา มาร์ตาดินาตา (Ita Martadinata) อาสาสมัครพลเมืองเชื้อสายจีนวัยสาวและผู้เสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้วางแผนจะไปเป็นพยานในรัฐสภาสหรัฐอเมริกา แต่ทว่ามีคนพบว่าเธอถูกฆ่าตายก่อนที่เธอจะได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา เรื่องการผู้หญิงเชื้อสายจีนถูกข่มขืนหมู่นี้จึงเลือนหายไปในความทรงจำของผู้คน ข้อความบนอนุสาวรีย์เกี่ยวกับเหตุการณ์พฤษภาคม 1998 ก็คือสีกขีพยาน เพื่อย้ำเตือนให้มวลชนอย่าลืมเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์นี้  ในขณะเดียวกัน จังหวัดอาเจะห์ (Aceh) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกที่สุดของประเทศอินโดนีเซียเมื่อปี2011มี  องค์กรพัฒนาเอกชน (Non-Governmental Organizations) หลายแห่งก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนอาเจะห์อย่างขึงขัง พิพิธภัณฑ์นี้มีขนาดเล็กกระทัดรัด องค์กรเหล่านี้ได้วางกระดานในสวนของสำนักงานชุมชนติการ์ แพนดัน (Tikar Pandan Community) โดยมีข้อความระบุถึงโศกนาฏกรรม KKA Simpang (Simpang KKA) ที่มีการกราดยิงใส่ผู้คนที่กำลังประท้วง ผู้สูญหายในขณะเกิดความไม่สงบและบ้านรูเมาะกอด๊อง (rumoh geudong) ที่ถูกสันนิษฐานว่าเป็นสถานที่ที่ทหารได้ทำทารุณกรรมผู้ช่วยเหลือนักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพอาเจะห์ แม้ที่นี่จะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เรียบง่าย แต่ทว่ามีพันธกิจที่ยิ่งใหญ่ ดั่งคำแถลงว่า Aceh bek le lagee njan!เราเชื่อว่าประกายแสงสว่างสามารถทำสัญลักษณ์ในความมืดมิดได้เสมอ ฉะนั้น เราจึงได้สร้างสถานที่หลบภัยแห่งความทรงจำ เช่นนี้ พวกเราชาวอาเจะห์ ไม่ว่าจะเป็นชายหญิง ผู้เป็น ผู้ตาย ผู้ถูกข่มขืน ผู้ถูกเข่นฆ่า ผู้ถูกทำร้าย ผู้ถูกอุ้มหายนั้น ต่างสามารถเรียกร้องโดยไม่ต้องถูกความตายจำกัด: เรื่องเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำรอย Aceh bek le lagee njan! อาเจะห์จะไม่ซ้ำรอย กล่าวโดยสรุป การปฏิรูปการเมืองของอินโดนีเซียเปิดประตูให้กับนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนและการสนับสนุนประชาธิปไตยอินโดนีเซีย นอกจากฉบับทางการแล้ว การสร้างการวาทกรรมเชิงประวัติศาสตร์ใหม่นั้นพวกเขาได้มีสโลแกน “ต่อต้านการถูกลืม” เพื่อตอบโต้วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดในอินโดนีเซียที่ปล่อยให้ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้อื่นลอยนวลอยู่จนถึงทุกวันนี้ จากการเคลื่อนไหวต่อต้านการถูกลืมที่ขับเคลื่อนโดยพิพิธภัณฑ์และอนุสาวรีย์จนสุดท้ายกลายเป็นการปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เพื่อต่อต้านการปล่อยปะละเลยของรัฐบาลต่ออาชญากรรมเหล่านี้ บ้านแห่งมูนีร์ (Omah Munir) อีกจุดหนึ่งที่จะอธิบายว่าพิพิธภัณฑ์กลายเป็นสักขีพยานการเคลื่อนไหวทางสังคมได้อย่างไร ก็คือพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนมูนีร์ที่กำลังก่อสร้างอยู่ ณ เมืองบาตู (Batu City) จังหวัดมาลัง (Malang) มณฑลชวาตะวันออก ฉันขอเล่าย่อๆ ในมุมมองของสมาชิกมูลนิธิบ้านแห่งมูนีร์ ขอเริ่มเล่าตั้งแต่เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ในอินโดนีเซีย ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่ มูนีร์ ซาอิด ตาลิบ (Munir Said Talib, 1965-2004) ทนายสิทธิมนุษยชนชาวอินโดนีเซียชื่อดังประสบ ทนายท่านนี้ถูกฆ่าตายระหว่างไปศึกษาต่อที่ฮอลแลนด์วันที่ 7 กันยายน ปี 2004  นอกจากจะเปิดสวิตช์ให้เกิดการปฏิรูปเพื่อความเป็นประชาธิปไตยในอินโดนีเซียแล้ว การตายของมูนีร์ยังเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญสำหรับชาวอินโดนีเซียหลายคน เป็นการบอกเขาว่ารากเหง้าอำนาจทางการเมืองรุ่นเก่ายังหลงเหลือฝังลึกอยู่ในชีวิตประจำวันของคนปัจจุบัน ในคดีของมูเนียร์ แม้จะมีการพิพากษานำผู้กระทำผิดในที่เกิดเหตุมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม แต่ทหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ข่าวกรองคนสำคัญยังลอยนวลพ้นผิดอยู่ ในคดีฆาตกรรมของมูนีร์ เหตุการณ์ลอยนวลพ้นผิดได้เกิดขึ้นซ้ำรอยอีกครั้ง  ในปี 2013 ฉันเพิ่งจะก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ตำรวจในอินโดนีเซีย ซูชิวาติ (Suciwati) ภรรยาของมูนีร์ได้ติดต่อและบอกฉันว่า เธออยากจะสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งเพื่อสามีและขั้นตอนการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนอินโดนีเซีย ฉันรู้จักคุ้นเคยกับมูนีร์ดีเลยทีเดียว เขาเป็นเพื่อนร่วมงานเก่าของฉัน ช่วงที่ฉันทำงานอยู่องค์กรให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายอินโดนีเซีย มูนีร์เป็นหัวหน้าอยู่นั่นเอง ฉันมองว่าข้อเสนอแนะของซูชิวาติดีมาก เป็นการเน้นย้ำความสำคัญของพิพิธภัณฑ์ในการ “มีส่วนร่วมในการต่อสู้” เหมือนกับยุคปี 1980 ช่วงการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิประชาชนสหรัฐอเมริกาก็มีการสถาปนาพิพิธภัณฑ์อเมริกันอินเดียนแห่งชาติ (National Museum of the American Indian)(Kyle Message, ปี 2013 )  ปัญหาคืองบของโครงการดังกล่าวจะได้มาจากที่ไหน? การสร้างพิพิธภัณฑ์ต้องใช้เงินมหาศาล ต้องมีสถาปนิก, วิศวกรรมโยธาและนักประวัติศาสตร์เป็นส่วนร่วม นี่เป็นความท้าทายที่ยากลำบาก ซูชิวาติได้แก้ไขปัญหาแรกโดยการบริจาคที่อยู่ของตนเองกับทนายมูนีร์ผู้ล่วงลับไปแล้ว ณ เมืองบาตู มณฑลชวาตะวันออก เพื่อใช้เป็นสถานที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ ที่นี่เป็นบ้านพักอาศัยขนาดไม่ถึง 400 ตารางเมตร มีสวนหย่อมและตัวอาคาร แม้ที่จะเล็ก แต่บ้านหลังนี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก และเป็นพื้นฐานที่ดีในการผลักดันโครงการนี้ ในปี 2013 ซูชิวาติได้รับการสนับสนุนมากขึ้น ความคิดที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เพื่อบอกเล่าชีวประวัติของทนายมูนีร์กับ ประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนอินโดนีเชียได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี นักเคลื่อนไหวทางสังคมรุ่นใหม่ ศิลปินและผู้มีชื่อเสียงในวงการสื่อต่างให้การตอบรับ รวมทั้งนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เห็นใจมูนีร์ เช่น ลุคแมน ฮาคิม ไซฟุดดิน (Lukman Hakim Syaifuddin ) ซึ่งต่อมาได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศาสนาและ ดะห์ลัน อิสกัน (Dahlan Iskan) ผู้จัดการครือข่ายสื่อ  ซึ่งต่อมาได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงรัฐวิสาหกิจ การพัฒนาของพิพิธภัณฑ์นี้สุดท้ายได้ขยายเครือข่ายการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยอินโดนีเซีย ระหว่างการสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็ได้เปิดเส้นทางใหม่แห่งการผลักดันสิทธิมนุษยชนอินโดนีเซีย ผู้คนที่เคยคิดว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนและความเป็นประชาธิปไตยเป็นเรื่องห่างไกลจู่ๆ รู้สึกขึ้นมาว่าตนสามารถมีส่วนร่วมในโครงการนี้ โดยการอุทิศเวลา พละกำลังและเงินทุนของตน สิ่งนี้ได้สะท้อนความคิดของ ซิดนีย์ แทร์​โรว์ (Sidney Tarrow) นักสังคมศาสตร์ (ปี 2011) ว่าพฤติกรรมการกระทำรวมหมู่ของผู้คนที่เป็นแบบแผน ประชาคมพลเมืองใช้การกระทำร่วมกันเพื่อหลอมรวมอดีตที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกัน เมื่อถึงสิ้นปีดังกล่าว พิพิธภัณฑ์นี้สร้างเสร็จสิ้นและเปิดให้ผู้คนสามารถเข้าเยี่ยมชมได้ในวันที่ 8 เดือนธันวาคม ปี 2013 ในนามบ้านแห่งมูนีร์ (Omah Munir)  เดิมเป็นเพียงแค่ความฝัน แต่ตอนนี้ความฝันกลายเป็นความจริง จากนั้นเพื่อการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว จึงได้ก่อตั้งมูลนิธิบ้านแห่งมูนีร์ โดยมีผู้ริเริ่มพิพิธภัณฑ์เป็นกรรมการ โครงการบ้านแห่งมูนีร์นี้ได้ท้าทายวาทกรรมเชิงประวัติศาสตร์แนวอนุรักษ์นิยมของทางการที่แพร่หลายมาหลาย 10 ปี พิพิธภัณฑ์นี้ได้มอบประสบการณ์ที่แตกต่างกับวาทกรรมเชิงประวัติศาสตร์รูปแบบดั้งเดิม เมื่อผู้ชมเข้าสู่พิพิธภัณฑ์นี้ สิ่งที่พวกเขาจะได้เห็นคือรูปปั้นครึ่งตัวของทนายมูนีร์ นี่คือของขวัญจากนักประติมากรรมท่านหนึ่งในขณะที่สร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ผู้ชมจะเห็นการบอกเล่าเชิงประวัติศาสตร์ตามลำดับเวลา เรื่องราวประวัติศาสตร์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าหลังจากเกิดยุคระเบียบใหม่ การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนอินโดนีเซียก็ก่อตัวขึ้นจากการต่อตั้งของYPHAM (มูลนิธิห่วงใยสิทธิมนุษยชน) และYLBHI(มูลนิธิให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายอินโดนีเซีย) YPHAM เป็นองค์กรที่ปกป้องนักการเมืองที่สนับสนุนลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างกระตือรือร้นและผลักดันให้เกิดความยุติธรรม ข้อเท็จจริงนี้ท้าทายวาทกรรมทางการที่บอกว่าทหารได้ปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์ได้สำเร็จ พิพิธภัณฑ์นี้ยังได้จัดแสดงเรื่องราวของมาร์ซินาห์ (Marsinah) แรงงานหญิงที่เสียชีวิตในขณะที่ถูกฝ่ายทหารสอบสวนจากการเป็นแกนนำประท้วงนัดหยุดงาน บ้านแห่งมูนีร์จัดแสดงเรื่องราวของมาร์ซินาห์และเตือนให้ผู้ชมทราบว่าความสำเร็จของอินโดนีเซียแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของแรงงาน เรื่องอื่นๆ ชี้ชัดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในอินโดนีเซีย เช่น การถูกอุ้มหายและการฆ่าล้างทางการเมืองในจังหวัดปาปัวและประเทศติมอร์-เลสเต (ตอนนี้เป็นประเทศเอกราช) และแน่นอนว่าในพิพิธภัณฑ์ยังได้รวบรวมอัตชีวประวัติของทนายมูนีร์, ประสบการณ์ชีวิตของเขาในฐานะผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนและการที่เขาถูกลอบสังหาร ตั้งแต่วันที่ 8 เดือนกุมภาพันธ์ปี 2013 พิพิธภัณฑ์นี้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งวันนี้ พิพิธภัณฑ์นี้ได้ต้อนรับผู้ชมจากหลากภูมิหลังและหลายช่วงอายุ อย่างไรก็ตาม นักศึกษาและนักเรียนวัยหนุ่มสาวยังคงเป็นผู้ชมหลัก พวกเขาคิดว่าการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ระดับโรงเรียนและชั้นอุดมศึกษา หลังจากนั้น 5 ปี เมื่อฉันย้อนคิด สิ่งที่น่าสนใจคือพิพิธภัณฑ์สามารถเป็นสื่อกลางในการผลักดันกิจกรรมของสถาบันสิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการปลูกฝังมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลไว้ในชีวิตประจำวันของชาวอินโดนีเซีย พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนมูนีร์ อันที่จริงแล้ว การใช้พิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กอย่างบ้านแห่งมูนีร์มาแทนที่การวาทกรรมเชิงประวัติศาสตร์แนวอนุรักษ์นิยมมีข้อจำกัดในตัวมันเองอยู่ ในปี 2018 คณะกรรมการบริหารบ้านแห่งมูนีร์ (คณะกรรมการบริหารฯ )เริ่มคำนึงถึงความสำคัญของการสร้างความร่วมมือกับรัฐบาลในด้านอาคาร, โครงสร้างพื้นฐาน, แผนงานและระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อยกระดับและสนับสนุนให้บ้านแห่งมูนีร์กลายเป็นพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนที่ใหญ่ขึ้น การตัดสินใจครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ได้รับคำมั่นจากรัฐบาลว่าจะมอบเงินทุนในการสร้างพิพิธภัณฑ์หนึ่งแห่งโดยมีรัฐบาลมณฑลชวาตะวันออกเป็นผู้สนับสนุนเงินทุน และรัฐบาลเมืองประตูเป็นผู้สนับสนุนที่ดิน นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารฯ จะได้อธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับการร่วมมือกับสมาชิกประชาคมพลเมืองอื่น แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก หนึ่ง การร่วมมือกับสมาคมสถาปนิกอินโดนีเซีย(Indonesian Architects Association: AAI) ในการจัดกิจกรรมแข่งขันการออกแบบพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ประชาชนรับรู้ถึงความสำคัญของพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชน ซึ่งงานออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของสถาปนิก อัคมัด เดนิ ทาร์ดิยานา (Achmad Deni Tardiyana หรือ Apep) เป็นที่โดดเด่นขึ้นมา งานชิ้นนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเปิดกว้าง สอง มูลนิธิบ้านแห่งมูนีร์ยังร่วมมือกับสถาบันศิลปะแห่งจาการ์ตา (Jakarta Arts Institute) จัดการแข่งขันการสร้างสรรค์งานศิลป์ที่จะจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ และ สาม บ้านแห่งมูนีร์ยังจัดเสวนาโดยมีนักสิ่งแวดล้อม, นักข่าว, คนพื้นเมือง, บุคคลทุพพลภาพและนักสิทธิสตรีร่วมถกเถียงวาทกรรมและหัวข้อที่เป็นไปได้ของพิพิธภัณฑ์ ประเด็นสำคัญของเสวนาครั้งนี้นำมาซึ่งประเด็นสำคัญในการพัฒนาการจัดแสดงงานพิพิธภัณฑ์ ชั้นหนึ่งของอาคารออกแบบเพื่อเด็กๆ โดยเฉพาะ ทั้งเพื่อทำให้เด็กๆ ตระหนักถึงการใช้ชีวิตกับส่วนร่วมซึ่งเป็นค่านิยมสำคัญ เช่น ความเปิดกว้างยอมรับ เสรีภาพและความเท่าเทียมกัน ชั้นสองของอาคารจัดแสดงประวัติศาสตร์สิทธิมนุษยชนอินโดนีเซียที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง, ประเด็นสิ่งแวดล้อม, ชนพื้นเมือง, สิทธิสตรีและเสรีภาพสื่อ ฯลฯ ซึ่งนำเสนอโดยกลุ่มพลเมืองสังคมอินโดนีเซีย ชั้นสุดท้ายจัดแสดงอัตชีวประวัติของทนายมูนีร์และงานที่เขาได้ผลักดัน เช่น คนที่ถูกอุ้มหายจะจัดแสดงอยู่ห้องสุดท้ายของชั้นสาม เพื่อให้ผู้ชมทบทวนประเด็นปัญหาสิทธิมนุษยชนอินโดนีเซีย  สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือการร่วมมือกับรัฐบาลได้นำมาซึ่งปัญหาความเป็นอิสระในการจัดงานแสดง โดยเฉพาะประเด็นสิทธิมนุษยชน ในอนาคตพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนจะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงอย่างเที่ยงธรรมและเห็นแก่ส่วนรวมได้หรือไม่?   แต่ในระหว่างนี้ แน่นอนว่าจะต้องมีการปรับเปลี่ยนบางส่วน ก่อนอื่นมีการแก้ไขชื่อของพิพิธภัณฑ์ให้เป็น “พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนมูนีร์” แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าพิพิธภัณฑ์จะยอมรับมุมมองของทางการ พิพิธภัณฑ์ไม่เพียงจะจัดแสดงอัตชีวประวัติของผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเดียว แต่พิพิธภัณฑ์หวังว่าจะสามารถเปิดรับปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนอินโดนีเซียที่กว้างขึ้น ในส่วนของความเป็นอิสระในการจัดงานแสดง ความโชคดีคือขณะนี้บรรยากาศของรัฐบาลอินโดนีเซียยังคงเปิดกว้างสำหรับความเป็นอิสระในการจัดงานแสดง ในอนาคต อาจจะเกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้รู้ชัดว่าพิพิธภัณฑ์และสถานโบราณเชิงประวัติศาสตร์ได้กลายเป็นสถานที่เคลื่อนไหวทางสังคมที่สำคัญสำหรับนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนและการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในยุคปฏิรูป เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าวิธีนี้จะเป็นวิธีที่ได้ผลในการปลูกฝังค่านิยมความสำคัญของสิทธิมนุษยชนในคนรุ่นใหม่ชาวอินโดนีเซียประสบความสำเร็จหรือไม่