• สิทธิมนุษยชน_ความหวัง
    พิพิธภัณฑ์สหภาพสิทธิมนุษยชน
    ระหว่างประเทศ สาขาเอเชียแปซิฟิก
    เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและเคารพสิทธิมนุษยชนในเอเชีย โดยผ่านการดำเนินการของพิพิธภัณฑ์.
    เข้าร่วมเป็นสมาชิก submit
  • สิทธิมนุษยชน_หน่วยความจำ
    พิพิธภัณฑ์สหภาพสิทธิมนุษยชน
    ระหว่างประเทศ สาขาเอเชียแปซิฟิก
    เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและเคารพสิทธิมนุษยชนในเอเชีย โดยผ่านการดำเนินการของพิพิธภัณฑ์.
    เข้าร่วมเป็นสมาชิก submit
  • สิทธิมนุษยชน_Taiwan
    พิพิธภัณฑ์สหภาพสิทธิมนุษยชน
    ระหว่างประเทศ สาขาเอเชียแปซิฟิก
    เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและเคารพสิทธิมนุษยชนในเอเชีย โดยผ่านการดำเนินการของพิพิธภัณฑ์.
    เข้าร่วมเป็นสมาชิก submit
  • สิทธิมนุษยชน_นิทรรศการ
    พิพิธภัณฑ์สหภาพสิทธิมนุษยชน
    ระหว่างประเทศ สาขาเอเชียแปซิฟิก
    เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและเคารพสิทธิมนุษยชนในเอเชีย โดยผ่านการดำเนินการของพิพิธภัณฑ์.
    เข้าร่วมเป็นสมาชิก submit
  • สิทธิมนุษยชน_ความหวัง
เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและเคารพสิทธิมนุษยชนในเอเชีย โดยผ่านการดำเนินการของพิพิธภัณฑ์.
:::

ข่าวสารกิจกรรม

ข่าวสารใหม่ล่าสุด
2022-05-23

Thet Oo Maung (ผู้ทำงานด้านภาพยนตร์และช่างภาพ) Thet Oo Maung (Thet Oo Maung หรือสตีเฟน ไมนัส Stephen Minus) เป็นผู้ที่มีความห่วงใยเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างมุ่งมั่น, ยังเป็นนักวาด, ช่างภาพและช่างวิดีโอที่เรียนรู้ด้วยตนเอง เขาได้ใช้เทคนิคการถ่ายภาพเฉพาะตนเพื่อเพิ่มเสียงเรียกร้องของผู้ที่ถูกใส่ร้าย, ผู้ที่ถูกหลงลืม, หรือผู้ที่ถูกปิดปาก ผลงานของเขามีหัวข้อหลากหลาย เช่น สงครามภายในประเทศ, ทุ่นระเบิด, คนพิการ, การศึกษาของเด็ก, การดูแลสุขภาพของเด็ก, การเสริมสร้างศักยภาพสตรี, สิทธิการใช้และเข้าถึงดิจิทัล, การตัดไม้ทำลายป่าที่ผิดกฎหมาย, การล้อมรั้วที่ดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและสิ่งแวดล้อมที่ย่ำแย่ลง ฯลฯ ซึ่งเขากำลังวางแผนผลักดัน “เสวนาภาพยนตร์หนึ่งก้าว” ซึ่งเป็นเสวนาภาพยนตร์ด้านสิทธิมนุษยชนใต้ดินครั้งแรกในเมียนมาร์ เสวนาภาพยนตร์หนึ่งก้าว (One Step Film Forum) เสวนาภาพยนตร์หนึ่งก้าวมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ภาพยนตร์ในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในเมียนมาร์ สำหรับผู้ที่ต้องการเรียกร้องความยุติธรรมนั้น เสวนาภาพยนตร์หนึ่งก้าวเป็นพื้นที่สำหรับพวกเขาที่จะเป่านกหวีและเปิดโปงทุจริต เราใช้วิธีฉายภาพยนตร์เพื่อสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออก, เสรีภาพในการพูด, สันติภาพและความสามัคคี, การแบ่งปันความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน, ความยุติธรรมและการเคลื่อนไหวทางสังคม ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปี 2021 รัฐบาลทหารใช้อำนาจโดยมิชอบในการแย่งอำนาจทางการเมืองของรัฐบาลพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยที่พึ่งจะชนะเลือกตั้งครั้งใหม่ ผู้คนทั่วประเทศจำนวนมากออกไปท้องถนนประท้วงการปฏิวัติของฝ่ายทหาร ในขณะที่การปราบปรามการประท้วงอย่างสันติทั่วประเทศนั้น ทหารได้ฆ่าคนหนุ่มคนสาวเป็นจำนวนมาก แม้กระทั่งผู้หญิงและเด็กก็ไม่ละเว้น ด้วยเหตุนี้ เสวนาภาพยนตร์หนึ่งก้าวจะส่งเสริมสิทธิมนุษยชน, เสรีภาพและความยุติธรรมต่อไป เราจะใช้พลังของภาพยนตร์ในการต่อสู้ ในปี1961 คุณU Nu ประธานาธิบดีพม่าคนแรกหลังจากที่ได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษ (ชื่อเดิมของประเทศพม่าคือBurma ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นMyanmar) ได้ประกาศให้ประเทศพม่าเป็นประเทศพุทธศาสนา วันที่29 สิงหาคม ปี1961 สหภาพม่าได้ลงมติผ่านกฎหมายส่งเสริมศาสนาของประเทศที่มีคุณU Nuเป็นคนผลักดันด้วยตัวเอง กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของประเทศพม่า นี่ก็เป็นหนึ่งในคำสัญญาที่คุณU Nuได้ให้ไว้ในสมัยที่หาเสียงเลือกตั้ง หลังจากที่ประเทศพม่าได้รับเอกราช มีกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มลุกฮือต่อต้านประเทศที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมานี้ หนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ต่อต้านที่มีชื่อเสียงคือกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ส่วนมากเป็นคริสตศาสนิกชน อีกกลุ่มต่อต้านหนึ่งที่มีชื่อเสียงเช่นกันคือกลุ่มคอมมิวนิสต์พม่า รัฐบาลพม่ามองกลุ่มต่อต้านเหล่านี้ว่าเป็นคนป่าเถื่อนที่ไม่เชื่อในพุทธศาสนา หรือกลุ่มต่อต้านพุทธศาสนา เหตุด้วยประชากรส่วนมากของกลุ่มชาติพันธุ์คะฉิ่นก็เป็นคริสตศาสนิกชน จึงทำให้เมื่อปี1961ตอนที่ประกาศศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการแล้ว กองทัพเอกราชคะฉิ่น (เรียกโดยย่อว่าK.I.A.)ได้ลุกฮือต่อต้าน ตั้งแต่ปี1961เป็นต้นมา หนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาลพม่าก็คือศรัทธาในพุทธศาสนาเพียงศาสนาเดียว และใช้พุทธศาสนารวมถึงการมีศรัทธาร่วมในศาสนาเพียงศาสนาเดียวมาสานสัมพันธ์ใจและสร้างความสามัคคีของประชาชนในประเทศ ในอีกทางหนึ่ง รัฐบาลได้ชูธงส่งเสริมความศรัทธาศาสนาประจำชาติภายในประเทศเป็นอย่างมาก ในเวลาเดียวกันก็ได้โจมตีกดดันกลุ่มศาสนาอื่นส่วนน้อย เช่น ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ และศาสนาอิสลาม ฯลฯ ด้วย         หากจะยกตัวเองให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่าในหลายพันปีนี้ภายในประเทศพม่ามีศาสนาหลายศาสนาผสมผสานอยู่ด้วยกัน แต่ทางรัฐบาลพม่ากลับมองข้ามการเก็บรักษาโบราณวัตถุทางศาสนาที่ไม่ใช่พุทธศาสนาไป ซ้ำร้ายบางครั้งรัฐบาลพม่ายังจงใจทำลายโบราณสถาน โบราณวัตถุเหล่านี้ด้วย มีนักวิชาการหลายท่านกล่าวว่าการดำเนินการเช่นนี้ของรัฐบาลพม่าคือ “การทำให้เป็นชาติพันธุ์พม่า” พิพิธภัณฑ์ในประเทศพม่าอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลพม่าเบ็ดเสร็จ ทางพิพิธภัณฑ์จะมองข้ามโบราณวัตถุทางศาสนาอื่น ๆ ที่ต้องเก็บรักษาหรือนำแสดงออกไป และใช้วิธีของทางพิพิธภัณฑ์เองในการสนับสนุนนโยบายศาสนาประจำชาติของทางรัฐบาล ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในประเทศพม่า         ประเทศพม่าเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ประเทศหนึ่ง กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆที่ทางรัฐบาลพม่าให้การยอมรับมีด้วยกัน135กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้สามารถแบ่งเป็น “กลุ่มชาติพันธุ์หลักของประเทศ” ได้8กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มชาติพันธุ์พม่า กลุ่มชาติพันธุ์ชิน กลุ่มชาติพันธุ์คะฉิ่น กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง กลุ่มชาติพันธุ์คะยา กลุ่มชาติพันธุ์มอญ กลุ่มชาติพันธุ์อะระกัน(หรือระขึน) และกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ หรือฉาน “กลุ่มชาติพันธุ์หลักของประเทศ” ส่วนมากจะแบ่งตามเส้นเขตแดน ไม่ได้แบ่งตามภาษา หรือถิ่นกำเนิดของกลุ่มชาติพันธุ์นั้น ๆ         นอกจากนี้ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ได้รับการยอมรับจากทางการ กลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ได้รับการยอมรับที่ใหญ่ที่สุดคือคนพม่าเชื้อสายจีน และชาวปันหาย (ชาวหุย) (คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ3%ของประชากรทั้งหมด) คนพม่าเชื้อสายอินเดีย (คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2%ของประชากรทั้งหมด) คนพม่าเชื้อสายอังกฤษ และชาวกุรข่า (Gurkha) กลุ่มชาติพันธุ์สองกลุ่มท้ายไม่มีแม้แต่ข้อมูลจำนวนประชากรอย่างเป็นทางการ แม้จะมีตัวเลขไม่อย่างเป็นทางการว่ามีชาวพม่าเชื้อสายอังกฤษอยู่ในประเทศพม่ากว่า 52,000 คน นอกประเทศ 1,600,000 คน รายชื่อกลุ่มชาติพันธุ์135กลุ่มที่รัฐบาลพม่าไม่ให้การยอมรับได้แก่: ·    คนพม่าเชื้อสายอังกฤษ ·    คนพม่าเชื้อสายจีน ·    คนปันทาย (ชาวหุย) ·    คนพม่าเชื้อสายอินเดีย ·    ชาวตองทา (Taungtha) ·    ชาวโรฮิงญา ·    คนพม่าเชื้อสายกุรข่า/คนพม่าเชื้อสายเนปาล กลุ่มชาติพันธุ์พม่าถือว่ามีความหลากหลาย มีวัฒนธรรม และมรดกทางศาสนาที่มากมายหลากหลาย แต่วัตถุทางประวัติศาสตร์ วัตถุทางวัฒนธรรม และมรดกวัฒนธรรมดั้งเดิมส่วนใหญ่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่รัฐบาลพม่ายอมรับ หรือไม่ยอมรับก็ตามจะไม่มีปรากฎให้เห็นในพิพิธภัณฑ์ใหญ่ในประเทศพม่า ซ้ำร้ายหลักฐานที่ว่ามีศาสนาอื่น ๆ ในประเทศพม่าที่มีน้ำหนัก หรือมรดกทางวัฒนธรรมอื่น ๆ กลับถูกรัฐบาลพม่าจงใจทำลาย หรือเก็บซ่อนไว้ มีป้ายอธิบายวัตถุทางศาสนาของศาสนาอื่น ๆ บางส่วนถูกเขียนขึ้นอย่างไม่มีมูลเหตุ หรือกรอกข้อมูลผิด ๆ กลายเป็นวัตถุทางพุทธศาสนาไปเสียอย่างนั้น วัดนันปะยา (Nan Phayar) ในจังหวัดพุกามเป็นโบราณสถานที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เจดีย์หินทรายโบราณแห่งนี้สร้างเมื่อศตวรรตที่11 เป็นวิหารเทพของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ประดิษฐานรูปปั้นพระพรหมไว้ รูปสลักเทพสามเศียรแกะสลักบนผนังวัดอย่างชัดเจน แต่รัฐบาลพม่า และผู้นำทางศาสนากลับเรียกที่นี่ว่าเป็นวัดพุทธ แถมจงใจทำลายวัตถุทางประวัติศาสตร์บางชิ้นด้วย เพื่อปกปิดความจริงเกี่ยวกับศาสนาความเชื่อในประเทศพม่า

2022-05-23

พิพิธภัณฑ์ภายใต้สังกัดกระทรวงวัฒนธรรมสามารถแบ่งได้เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พิพิธภัณฑ์ทางโบราณคดี พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมระดับท้องถิ่นที่จัดอยู่ในหมวดพิพิธภัณฑ์รำลึก นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ศาสนา พิพิธภัณฑ์เอกชน และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่อยู่ภายใต้สังกัดอื่นก็กำลังดำเนินการจัดเก็บวัตถุต่างๆที่มีความสำคัญเชิงวัฒนธรรมอยู่ ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ประเภทอื่น ๆ ในประเทศพม่าจะสังกัดภายใต้กระทรวงอื่นของรัฐบาลพม่า หรือไม่ก็เป็นหน่วยงานเอกชนกำกับดูแลเอง เป้าหมายของนโยบายวัฒนธรรมของประเทศพม่าคือยกระดับเกียรติยศ และความน่าเชื่อถือของประเทศผ่านการจัดเก็บรักษาวัตถุที่มีความสำคัญเชิงวัฒธรรม และชาติพันธุ์ จากนโยบายวัฒนธรรมข้างต้น จะเห็นได้ว่าภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรมพม่าคือ “ใช้วัฒนธรรมยกระดับประเทศ” วัตถุเชิงวัฒนธรรมที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ของประเทศหม่ามีมากมายหลากหลาย มรดกเชิงวัฒนธรรมของประเทศพม่าได้รับการจัดเก็บร่วมกันระหว่างพิพิธภัณฑ์แห่งชาติพม่า (อยู่ที่จังหวัดย่างกุ้ง) และพิพิธภัณฑ์โบราณคดีพุกาม นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ระดับท้องถิ่น และพิพิธภัณฑ์โบราณคดีภายใต้สังกัดกระทรวงวัฒนธรรมอื่น ๆ คอยช่วยจัดเก็บรักษาด้วย จากประวัติศาสตร์การพัฒนาของพิพิธภัณฑ์ใหญ่ต่าง ๆ อย่าง พิพิธภัณฑ์โบราณคดีพุกาม พิพิธภัณฑ์แห่งชาติพม่า ตั้งแต่ยุคพระราชวัง และหอพระไตรปิฏกที่เก่าแก่โบราณที่สุด ไปจนถึงยุคก่อนได้รับเอกราชเป็นดังต่อไปนี้ หลังจากที่ประเทศพม่าได้รับเอกราชมา4ปี ในปี1952ได้มีการก่อตั้งกระทรวงวัฒนธรรมขึ้น พิพิธภัณฑ์แห่งชาติแห่งแรก (อยู่ที่จังหวัดย่างกุ้ง) และพิพิธภัณฑ์อื่น ๆ อีกหลายแห่งก็ได้ก่อตั้งขึ้นเช่นกัน

2022-05-23

แนะนำผู้เขียน: ภัทรภร ภู่ทอง (อ้อ) ภัทรภร ภู่ทอง (อ้อ) ทำงานด้านพิพิธภัณฑ์สันติภาพและหอจดหมายเหตุ เธอได้อุทิศตนให้กับการศึกษาด้านสันติภาพ เร็วๆนี้เธอได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะเดียวกัน เธอก็เป็นผู้ร่วมจัดตั้งโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สังหารหมู่ 6 ตุลา ปี 1976  โครงการพิพิธภัณฑ์ชายแดนภาคใต้และโครงการหอจดหมายเหตุ เธอมุ่งมั่นในการใช้พิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุเป็นเครื่องมือในการผลักดันให้ข้อพิพาทกลายเป็นสันติภาพ ตั้งแต่ปี 2011 คุณอ้อได้เริ่มผลักดันพิพิธภัณฑ์สันติภาพและความยุติธรรมกับโครงการหอจดหมายเหตุ โดยใช้ทุนปัญญาชนสาธารณะแห่งเอเชีย (Asian Public Intellectual: API) ในการศึกษา “โครงการวิจัยเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์สันติภาพที่ญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์” เกี่ยวกับโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2019 โดยมีบุคคล 4 คนเป็นคณะจัดตั้ง สมาชิกประกอบด้วยบรรณาธิการสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน 1 ท่าน  ผู้กำกับและช่างกล้องภาพยนตร์ 1 ท่าน  สถาปนิก 1 ท่านและนักวิจัย 1 ท่าน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างพื้นที่ทางสังคมการเมือง ให้ผู้คนที่มีภูมิหลังต่างๆ สามารถพูดคุยหารือเรื่องของความรุนแรงทางการเมืองในอดีต และปัจจุบันของไทย โครงการนี้จะใช้นิทรรศการ  การเสวนา และการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้ผู้ชมและสังคมไทยเกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล เอกสารหลักฐานต่างๆ  ตลอดจนนำไปสู่การตั้งคำถาม วิภาษณ์วิจารณ์ และก่อเกิดการท้าทายวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ประเทศไทยเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยข่าวลือ แต่ข้อเท็จจริงกลับเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยาก โดยข่าวลือมักจะใกล้เคียงกับความจริงเป็นอย่างมาก เลยทำให้ผู้คนยากที่จะจินตนาการว่าอดีตเคยเกิดอะไรขึ้น และเมื่อฉันมีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารถึงเรื่องความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอดีต ฉันได้ครุ่นคิดว่าจะจัดแสดงข้อเท็จจริงอย่างไร ควรจะสื่อสารกับผู้เข้าชมอย่างไร เพื่อทำให้พวกเขารู้จักเริ่มตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์ จนนำไปสู่ข้อเท็จจริงที่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ปี 1976 รัฐบาลไทยได้มีคำสั่งการสังหารหมู่นักศึกษา และประชาชนที่ประท้วงอย่างสงบในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat University) ต่อการกลับมาไทยของผู้นำเผด็จการ ทางการรายงานว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตจำนวน 46 ราย ผู้บาดเจ็บ 167 ราย และผู้โดนจับกุมกว่า 3000 ราย ต่อมาปี 1978 มีพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้ปล่อยตัวผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในเหตุการณ์ โดยเฉพาะผู้กระทำความผิด: ตำรวจ ตำรวจตระเวนชายแดน กลุ่มทหารอาสาสมัคร และกลุ่มปีกขวาจัด เดือนกรกฎาคม ปี 2019 หรือหลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม มา 43 ปี พวกเราได้ริเริ่มโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลาคม เพื่อท้าทายวัฒนธรรม “การลอยนวลพ้นผิด” (culture of impunity)ใช้วัตถุพยานที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางการเมืองทั้งในอดีต และปัจจุบันในการสร้างพื้นที่เรียนรู้สังคมการเมือง ใช้การสื่อสารผ่านวิธีการต่าง ๆ เช่น การจัดนิทรรศการ สัมมนา ภาพยนตร์ ฯลฯ ในการท้าทายกระบวนการยุติธรรมไทยที่ไม่สัมฤทธิผล และวัฒนธรรม “การลอยนวลพ้นผิด” ที่ฝังลึกอยู่ในสังคมไทยมาช้านาน พร้อมสนับสนุนให้ประชาชนรู้จักตั้งคำถาม แสดงความคิดเห็น และวิพากษ์วิจารณ์ให้มากขึ้น ซึ่งนี่คือเป้าหมายในการทำโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ของเรา ฉันได้ใช้เวลากว่า 20 ปี จึงได้เข้าใจว่าทำไมเราไม่สามารถพูดคุย หรือตรวจสอบเชิงลึกในเหตุการณ์ดังกล่าวได้ เนื่องจากประเทศไทยถูกปกครองโดยรัฐบาลทหารมาเป็นเวลานานรัฐบาลทหารให้ความสำคัญกับความมั่นคงของประเทศที่สุด รัฐบาลไทยสามารถควบคุมความทรงจำของชาวไทยโดยผ่านวัฒนธรรม “การลอยนวลพ้นผิด” กับการกระทำโดยมิชอบของฝ่ายยุติธรรม และฝ่ายปกครอง ความรุนแรงทางการเมืองในอดีตกลายเป็นประเด็นที่อ่อนไหวหรือต้องห้าม หลายคนมองว่ามีแค่เพียงการลืมอดีตถึงจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งทั้งหมดนี้คือความท้าทายในการที่เราจะรำลึก และพูดคุยกับอดีต และแล้วการรัฐประหารล่าสุดในปี 2014 ก็ได้เปลี่ยนแปลงความคิดที่มีต่อทหารของคนไทยส่วนใหญ่ คนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เริ่มถกเถียง และตั้งคำถามกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่รุนแรงในอดีต และความรับผิดชอบของรัฐบาล ซึ่งหัวข้อที่ได้ถกเถียงในพื้นที่สาธารณะรวมถึงเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคมในปี 1976 “ประจักษ์ / พยาน” (Prajak / Payan) นิทรรศการครั้งที่หนึ่งของเรา จัดแสดงระหว่างวันที่ 5-6 ตุลาคม ปี 2019 วัตถุพยานที่จัดแสดงมีอยู่ 3 ชิ้นเท่านั้น คือ กางเกงยีนส์ของนักศึกษาชายคนหนึ่งที่ใส่ในวันที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมปี 1976 ลำโพงที่มีรอยกระสุน และประตูสีแดงที่มีศพสองร่างถูกแขวนอยู่ในวันที่ 24 กันยายน ปี 1976 เราจัดแสดงวัตถุพยานเหล่านี้ พร้อมคำอธิบายสั้น ๆ เนื่องจากสิ่งของเหล่านี้คือวัตถุในสถาฯการจริง ทั้งเป็นพยานของความรุนแรง     เมื่อเข้ามาชมนิทรรศการ วัตถุพยานทั้งสามสิ่งนี้จะบอกเล่าถึงเรื่องราวแก่ผู้เยี่ยมชมโดยตรง พวกมันสื่อสารถึงความจริง และความจริงบอกเล่าตัวมันเองได้โดยไม่ต้องการคำพูดใด ๆ ฉันยังจำได้ว่าในขณะที่ฉันอยู่ในงานนิทรรศการ และได้เฝ้ามองผู้คนเดินไปมาในงาน ฉันคิดในใจว่า “ทำไมถึงมีคนมาดูวัตถุพยานสามอย่างนี้เยอะขนาดนี้ เพียงเพราะว่าพวกเขาไม่เคยเห็นของพวกนี้มาก่อนหรือ? เพราะพวกเขาอยากรู้ความจริง? เพราะพวกเขาอยากรู้ว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาคมในปี 1976 เคยเกิดขึ้นจริงหรือ? หรือเพราะว่าพวกเขาอยากจะเจอเรา และคนอื่นๆ ที่มีความคิดเห็น และคำถามเหมือนกับพวกเขา?”  “แขวน” (Kwean) นิทรรศการครั้งที่สองของเราจัดแสดงระหว่างวันที่ 1-10 ตุลาคม ปี 2020 ครั้งนี้เราได้ใช้เทคโนโลยีเออาร์ฉายภาพเสมือนจริงในการสื่อสารกับประชาชน เราเน้นช่วงเช้าของวันที่ 6 ตุลาคมปี 1976 ซึ่งขณะนั้นมีอย่างน้อย 5 คนที่ถูกแขวนคออยู่บนต้นไม้ที่สนามหลวงนิทรรศการถูกจัดขึ้น ณ สถานที่จริงที่เกิดการสังหารหมู่ และเนื่องจากเทคโนโลยีเออาร์ และรูปถ่ายขณะเกิดเหตุ ทำให้ผู้เยี่ยมชมสามารถเห็นศพที่ถูกแขวนคอหรือถูกปืนยิงได้ รัฐบาลไทยพยายามทำให้คนไทยลืมสิ่งที่เขาเคยทำไว้ และไม่ต้องรับผิดชอบต่อการสังหารหมู่ วิธีง่าย ๆ ที่จะท้าทายพวกเขาได้คือการใช้หลักฐาน และวัตถุพยานของเหตุการณ์ดังกล่าวในการแสดงการกระทำของพวกเขาให้คนทั่วไปได้เห็น นิทรรศการของเราจัดที่สถานที่จริงที่เกิดการสังหารหมู่ ซึ่งเป็นการชี้ตรงไปที่ตัวตนของผู้กระทำผิดและเหยื่อ ระดับความรุนแรง และสถานที่เกิดอาชญากรรมระดับชาติ ซึ่งผู้เยี่ยมชมนิทรรศการนี้ก็คือพยานของความรุนแรงในอดีต ฉันพบว่าผู้เยี่ยมชม โดยเฉพาะวัยรุ่น เข้าใจเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคมเป็นอย่างดี พวกเขารู้จาก “บันทึก 6 ตุลาคม” ซึ่งเป็นหอจดหมายเหตุออนไลน์ อินเทอร์เน็ต และสิ่งพิมพ์ พวกเขามาดูนิทรรศการเพื่อทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวให้มากขึ้น พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเจ้าหน้าที่ และประชาชนคนอื่น ๆ ฉันก็ยังพบว่าแม้ว่าบริบทสังคมการเมืองไทยได้มีบทบาทสำคัญในการควบคุมความทรงจำ และเสรีภาพในการแสดงออกของคนไทย แต่บริบทสังคมการเมืองปัจจุบันได้ส่งเสริมให้ประชาชนตามหาความจริง จากมุมมองนี้ ฉันเห็นว่าพิพิธภัณฑ์มีส่วนช่วยในการผลักดันส่งเสริมวัฒนธรรมสันติภาพ และป้องกันมิให้เกิดความรุนแรงขึ้นอีกครั้งในอนาคต โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลาคมยังดำเนินอยู่ ก่อนที่จะได้สถาปณาพิพิธภัณฑ์จริงๆ ขึ้นมา เรายังมีหนทางอีกยาวไกลที่จะต้องเดินต่อไป อย่างไรก็ตาม โครงการนี้มีบางส่วนที่คล้ายคลึงกับพิพิธภัณฑ์ ตัวอย่างเช่น การรวบรวมวัตถุพยานได้มากขึ้น การจัดแสดงนิทรรศการ การสัมมนา และการเสวนา เราเชื่อว่าเราจะตั้งคำถามต่อไปเรื่อยๆ (1) เรารู้หรือไม่รู้อะไรบ้าง เอกสาร หลักฐาน และข้อมูลอยู่ที่ไหน ใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้บ้าง ใครคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย? (2) การเก็บรวบรวมข้อมูล คำให้การ ความทรงจำ และเอกสารอื่น ๆ จากกลุ่มคนต่าง ๆ : ผู้กระทำผิด เหยื่อ ผู้เห็นเหตุการณ์ และคนอื่น ๆ (3) การทำให้ข้อมูล คำให้การ ความทรงจำ และเอกสารเกิดปฏิสัมพันธ์กับผู้เยี่ยมชมให้มากขึ้น และ (4) เสริมสร้างความแน่นแฟ้นระหว่างพิพิธภัณฑ์ และวัฒนธรรมการบันทึกเรื่องราวเพื่อความยุติธรรม

งานวิจัย
2022-05-23

ผู้เขียน-แอนดี้ อาคาเดียน แอนดี้ อาคาเดียน เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์สาขาวิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอินโดนีเซียแห่งชาติและเป็นผู้ดูแลมูลนิธิบ้านแห่งมูนีร์ เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนมูนีร์ พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนมูนีร์ริเริ่มก่อตั้งโดยมูลนิธิสิทธิมนุษยชนบ้านแห่งมูนีร์ ในปี 2013 เมืองบาตู มณฑลชวาตะวันออก ที่นี่เป็นสถานที่ที่ทนายมูนีร์เกิดและเติบโต เดิมมีชื่อว่าพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนบ้านแห่งมูนีร์ การก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนชาวอินโดนีเซีย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เป็นพลเมืองที่รักสงบ, ให้เกียรติสิทธิมนุษยชน, เปิดกว้างและรักสันติ บทนำ เดือนพฤษภาคมในปี 1998 หลังจากที่นโยบายระเบียบใหม่ (New Order) ของรัฐบาลพลเอกซูฮาร์โต (Soeharto) พังทลาย พลเอกซูฮาร์โต (Soeharto) ได้สละบัลลังก์หลังจากที่กุมอำนาจมา 30 กว่าปี โดยมีรองประธานาธิบดีเบ. เจ. ฮาบีบี (B. J. Habibie) รับตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไป เขามีความมุ่นมั่นที่จะนำพาอินโดนีเซียสู่ความเป็นประชาธิปไตย สิ่งที่ตามมากับการพังทลายของนโยบายระเบียบใหม่คือมีพรรคการเมืองใหม่จำนวนมากถูกจัดตั้งขึ้นในอินโดนีเซีย ระบอบพรรคการเมืองหลายพรรคแห่งยุคใหม่นี้กลายเป็นพื้นฐานของการมุ่งไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยของอินโดนีเซียในวันนี้ อย่างไรก็ตาม รากเหง้าของรัฐบาลชุดเก่ายังไม่หมดสิ้นไป ยังมีบางส่วนที่หยั่งรากฝักลึกหลงเหลืออยู่ในระบอบการเมืองร่วมสมัยของอินโดนีเซีย หนึ่งในนั้นคือ แนวความคิดเชิงประวัติศาสตร์อินโดนีเซียปัจจุบันที่เน้นย้ำบทบาทของทหาร โดยเฉพาะทหารบก ในปี 1965 ทหารบกเป็นกำลังสำคัญในการช่วยให้อินโดนีเซียหลุดพ้นจากการคุกคามของพรรคคอมมิวนิสต์ กองทหารสามารถควบคุมอำนาจทางการเมืองได้อย่างราบรื่นและเต็มที่จนถึงยุคปี 1970 จากนั้น วาทกรรมเชิงประวัติศาสตร์ทำนองนี้ก็แผ่ขยายไปกว้างขวางกว่าเดิม วาทกรรมนี้ไม่เพียงแต่บอกเล่าความสำเร็จของทหารในการปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์ ทั้งยังเป็นการเน้นย้ำว่าทหารเป็นผู้มีบทบาทหลักในการช่วยให้อินโดนีเซียเป็นเอกราชแยกตัวจากฮอลแลนด์ บทบาทของนักต่อต้านอาณานิคมอย่างซูการ์โน (Sukarno), ฮัตตา(Hatta), ชาห์รีร์ (Sjahrir) ลดน้อยลงเรื่อยๆ แทนที่ด้วยบทบาททหารและเรื่องราวความกล้าหาญชาญชัยของทหารในสงครามเพื่อเอกราช แคทเธอรีน แม็คเกรเกอร์ (Katherine McGregor) ระบุอย่างเฉพาะเจาะจงในงานวิจัยวาทกรรมเชิงประวัติศาสตร์อินโดนีเซียยุคศตวรรษที่ 20 ของเธอว่า  วาทกรรมแบบนี้เป็น “ประวัติศาสตร์ในเครื่องแบบ” ทำให้เห็นว่าในยุคระเบียบใหม่ ทางการอินโดนีเซียได้สร้างประวัติศาสตร์ที่มีการส่งเสริมบทบาทของทหาร เราก็เริ่มมีประกายความคิด เริ่มเข้าใจว่านอกจากความเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อความก้าวหน้าและการปลดแอกแล้ว อำนาจทางการเมืองที่ปกครองอยู่สามารถใช้พิพิธภัณฑ์เป็นเครื่องมือสำหรับเผด็จการในการปิดบังปฏิกิริยาความสำนึกเชิงประวัติศาสตร์ที่จอมปลอม ผู้ที่อยู่เบื้องหลังบงการทุกอย่างคือ นูโกรโฮ โนโตซูซันโต (Nugroho Notosusanto) ซึ่งต่อมาได้ตำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในยุตระเบียบใหม่ ภายใต้การบังคับบัญชาของเขา เมืองต่างๆ ในอินโดนีเซียมีพิพิธภัณฑ์และอนุเสาวรีย์ย้ำเตือนให้ประชาชนอย่าลืมคุณูประการและบทบาทสำคัญของทหาร เพื่อสนับสนุนวาทกรรมเชิงประวัติศาสตร์นี้ต่อไป การเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการถูกลืม ภายใต้การเมืองยุคระเบียบใหม่ พิพิธภัณฑ์ไม่ได้เหมือนคำนิยามดั้งเดิมที่เป็นเพียงสถานที่ไว้สำหรับเก็บรักษา “วัตถุที่มีคุณค่าทางศิลปะ, วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์ หรือ วิทยาศาสตร์” (พจนานุกรมภาษาอังกฤษฉบับออกซฟอร์ด) แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือของอำนาจ ทำให้บทบาทในประวัติศาสตร์ของอำนาจทางการเมืองมีความชอบธรรมขึ้นมา ในปี 1998 หลังเกิดการปฏิรูปไม่นาน เริ่มมีคนพยายามแก้ไขวาทกรรมแบบนี้ ช่วงต้นปี 2000 วาทกรรมที่ริเริ่มโดยนักประวัติศาสตร์อิสระที่ศึกษาเอกราชอินโดนีเซียกลายเป็นจุดสนใจในการถกเถียงกัน อาสวี วาร์แมน อดัม (Asvi Warman Adam) เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญเรียกร้องให้  “แก้ไขประวัติศาสตร์ให้ถูกต้อง” (Adam, 2004) เพื่อทำให้บทบาทของทหารมีความเด่นชัดมากขึ้น สมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์และผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จำนวนหลายแสนคนถูกฆ่าตาย วาทกรรมนี้ถูกวางเทียบกับวาทกรรมของทางการกับเหตุการณ์ในปี 1965 อย่างไรก็ตาม กระแสระลอกใหม่นี้ยังอยู่ในกรอบการถกเถียงกันทางวิชาการและถูกส่งต่อในแวดวงที่จำกัด วาทกรรมฉบับทางการของยุคระเบียบใหม่ยังคงเป็นกระแสหลัก มีเนื้อหาแบบเรียนประวัติศาสตร์ชั้นประถมและมัธยม พร้อมภาพยนตร์ให้การสนับสนุน ทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์และอนุเสาวรีย์ยุคระเบียบใหม่คงอยู่ไว้จนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้ ยังมีนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนและผู้สนับสนุนประชาธิปไตยท้าทายวาทกรรมดังกล่าว พวกเขาพยายามรักษาความทรงจำของมวลชน อย่าลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1988 ซึ่งเป็นช่วงที่อินโดนีเซียเผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง วันที่ 10 เดือนธันวาคม ปี 2014 มีนักเคลื่อนไหวทางสังคมและนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยตรีสักติ (Trisakti University) ได้ร่วมจัดพิธีเปิดอนุเสาวรีย์เหตุการณ์ 12 พฤษภาคม 1998 พร้อมกิจกรรมรำลึกสิทธิมนุษยชนโลก อนุเสาวรีย์นี้ทำโดยเซรามิกสีดำสูง 3 เมตร เพื่อรำลึกนักเรียนจำนวน 4 คนที่ถูกหน่วยรักษาความปลอดภัยยิงตายในช่วงเกิดการประท้วง ในขณะเดียวกัน คณะกรรมการความรุนแรงและละเมิดสตรีแห่งชาติ  (Komnas Perempuan) ได้เขียนข้อความบนอนุสาวรีย์เกี่ยวกับเหตุการณ์พฤษภาคม 1998 จาลึกผู้หญิงเชื้อสายจีนที่ถูกทำร้ายและข่มขืน อาสาสมัครได้แจ้งเรื่องการถูกข่มขืนของผู้หญิงเชื้อสายจีนให้กับสื่อมวลชนทราบ ในช่วงแรกๆ ของการปฏิรูปเกิดการถกเถียงประเด็นนี้ขึ้นมา รัฐบาลได้จัดตั้งคณะทำงานสอบสวนข้อเท็จจริง (TPGF) เพื่อตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม คณะทำงานนี้มิได้ค้นพบ “หลักฐาน” ที่จะสนับสนุนเหตุการณ์ข่มขืนหมู่นี้ได้ รัฐบาลได้ปฏิเสธเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นการโต้ตอบคำปฏิเสธของรัฐบาล อิตา มาร์ตาดินาตา (Ita Martadinata) อาสาสมัครพลเมืองเชื้อสายจีนวัยสาวและผู้เสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้วางแผนจะไปเป็นพยานในรัฐสภาสหรัฐอเมริกา แต่ทว่ามีคนพบว่าเธอถูกฆ่าตายก่อนที่เธอจะได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา เรื่องการผู้หญิงเชื้อสายจีนถูกข่มขืนหมู่นี้จึงเลือนหายไปในความทรงจำของผู้คน ข้อความบนอนุสาวรีย์เกี่ยวกับเหตุการณ์พฤษภาคม 1998 ก็คือสีกขีพยาน เพื่อย้ำเตือนให้มวลชนอย่าลืมเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์นี้  ในขณะเดียวกัน จังหวัดอาเจะห์ (Aceh) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกที่สุดของประเทศอินโดนีเซียเมื่อปี2011มี  องค์กรพัฒนาเอกชน (Non-Governmental Organizations) หลายแห่งก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนอาเจะห์อย่างขึงขัง พิพิธภัณฑ์นี้มีขนาดเล็กกระทัดรัด องค์กรเหล่านี้ได้วางกระดานในสวนของสำนักงานชุมชนติการ์ แพนดัน (Tikar Pandan Community) โดยมีข้อความระบุถึงโศกนาฏกรรม KKA Simpang (Simpang KKA) ที่มีการกราดยิงใส่ผู้คนที่กำลังประท้วง ผู้สูญหายในขณะเกิดความไม่สงบและบ้านรูเมาะกอด๊อง (rumoh geudong) ที่ถูกสันนิษฐานว่าเป็นสถานที่ที่ทหารได้ทำทารุณกรรมผู้ช่วยเหลือนักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพอาเจะห์ แม้ที่นี่จะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เรียบง่าย แต่ทว่ามีพันธกิจที่ยิ่งใหญ่ ดั่งคำแถลงว่า Aceh bek le lagee njan!เราเชื่อว่าประกายแสงสว่างสามารถทำสัญลักษณ์ในความมืดมิดได้เสมอ ฉะนั้น เราจึงได้สร้างสถานที่หลบภัยแห่งความทรงจำ เช่นนี้ พวกเราชาวอาเจะห์ ไม่ว่าจะเป็นชายหญิง ผู้เป็น ผู้ตาย ผู้ถูกข่มขืน ผู้ถูกเข่นฆ่า ผู้ถูกทำร้าย ผู้ถูกอุ้มหายนั้น ต่างสามารถเรียกร้องโดยไม่ต้องถูกความตายจำกัด: เรื่องเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำรอย Aceh bek le lagee njan! อาเจะห์จะไม่ซ้ำรอย กล่าวโดยสรุป การปฏิรูปการเมืองของอินโดนีเซียเปิดประตูให้กับนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนและการสนับสนุนประชาธิปไตยอินโดนีเซีย นอกจากฉบับทางการแล้ว การสร้างการวาทกรรมเชิงประวัติศาสตร์ใหม่นั้นพวกเขาได้มีสโลแกน “ต่อต้านการถูกลืม” เพื่อตอบโต้วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดในอินโดนีเซียที่ปล่อยให้ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้อื่นลอยนวลอยู่จนถึงทุกวันนี้ จากการเคลื่อนไหวต่อต้านการถูกลืมที่ขับเคลื่อนโดยพิพิธภัณฑ์และอนุสาวรีย์จนสุดท้ายกลายเป็นการปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เพื่อต่อต้านการปล่อยปะละเลยของรัฐบาลต่ออาชญากรรมเหล่านี้ บ้านแห่งมูนีร์ (Omah Munir) อีกจุดหนึ่งที่จะอธิบายว่าพิพิธภัณฑ์กลายเป็นสักขีพยานการเคลื่อนไหวทางสังคมได้อย่างไร ก็คือพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนมูนีร์ที่กำลังก่อสร้างอยู่ ณ เมืองบาตู (Batu City) จังหวัดมาลัง (Malang) มณฑลชวาตะวันออก ฉันขอเล่าย่อๆ ในมุมมองของสมาชิกมูลนิธิบ้านแห่งมูนีร์ ขอเริ่มเล่าตั้งแต่เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ในอินโดนีเซีย ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่ มูนีร์ ซาอิด ตาลิบ (Munir Said Talib, 1965-2004) ทนายสิทธิมนุษยชนชาวอินโดนีเซียชื่อดังประสบ ทนายท่านนี้ถูกฆ่าตายระหว่างไปศึกษาต่อที่ฮอลแลนด์วันที่ 7 กันยายน ปี 2004  นอกจากจะเปิดสวิตช์ให้เกิดการปฏิรูปเพื่อความเป็นประชาธิปไตยในอินโดนีเซียแล้ว การตายของมูนีร์ยังเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญสำหรับชาวอินโดนีเซียหลายคน เป็นการบอกเขาว่ารากเหง้าอำนาจทางการเมืองรุ่นเก่ายังหลงเหลือฝังลึกอยู่ในชีวิตประจำวันของคนปัจจุบัน ในคดีของมูเนียร์ แม้จะมีการพิพากษานำผู้กระทำผิดในที่เกิดเหตุมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม แต่ทหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ข่าวกรองคนสำคัญยังลอยนวลพ้นผิดอยู่ ในคดีฆาตกรรมของมูนีร์ เหตุการณ์ลอยนวลพ้นผิดได้เกิดขึ้นซ้ำรอยอีกครั้ง  ในปี 2013 ฉันเพิ่งจะก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ตำรวจในอินโดนีเซีย ซูชิวาติ (Suciwati) ภรรยาของมูนีร์ได้ติดต่อและบอกฉันว่า เธออยากจะสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งเพื่อสามีและขั้นตอนการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนอินโดนีเซีย ฉันรู้จักคุ้นเคยกับมูนีร์ดีเลยทีเดียว เขาเป็นเพื่อนร่วมงานเก่าของฉัน ช่วงที่ฉันทำงานอยู่องค์กรให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายอินโดนีเซีย มูนีร์เป็นหัวหน้าอยู่นั่นเอง ฉันมองว่าข้อเสนอแนะของซูชิวาติดีมาก เป็นการเน้นย้ำความสำคัญของพิพิธภัณฑ์ในการ “มีส่วนร่วมในการต่อสู้” เหมือนกับยุคปี 1980 ช่วงการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิประชาชนสหรัฐอเมริกาก็มีการสถาปนาพิพิธภัณฑ์อเมริกันอินเดียนแห่งชาติ (National Museum of the American Indian)(Kyle Message, ปี 2013 )  ปัญหาคืองบของโครงการดังกล่าวจะได้มาจากที่ไหน? การสร้างพิพิธภัณฑ์ต้องใช้เงินมหาศาล ต้องมีสถาปนิก, วิศวกรรมโยธาและนักประวัติศาสตร์เป็นส่วนร่วม นี่เป็นความท้าทายที่ยากลำบาก ซูชิวาติได้แก้ไขปัญหาแรกโดยการบริจาคที่อยู่ของตนเองกับทนายมูนีร์ผู้ล่วงลับไปแล้ว ณ เมืองบาตู มณฑลชวาตะวันออก เพื่อใช้เป็นสถานที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ ที่นี่เป็นบ้านพักอาศัยขนาดไม่ถึง 400 ตารางเมตร มีสวนหย่อมและตัวอาคาร แม้ที่จะเล็ก แต่บ้านหลังนี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก และเป็นพื้นฐานที่ดีในการผลักดันโครงการนี้ ในปี 2013 ซูชิวาติได้รับการสนับสนุนมากขึ้น ความคิดที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เพื่อบอกเล่าชีวประวัติของทนายมูนีร์กับ ประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนอินโดนีเชียได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี นักเคลื่อนไหวทางสังคมรุ่นใหม่ ศิลปินและผู้มีชื่อเสียงในวงการสื่อต่างให้การตอบรับ รวมทั้งนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เห็นใจมูนีร์ เช่น ลุคแมน ฮาคิม ไซฟุดดิน (Lukman Hakim Syaifuddin ) ซึ่งต่อมาได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศาสนาและ ดะห์ลัน อิสกัน (Dahlan Iskan) ผู้จัดการครือข่ายสื่อ  ซึ่งต่อมาได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงรัฐวิสาหกิจ การพัฒนาของพิพิธภัณฑ์นี้สุดท้ายได้ขยายเครือข่ายการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยอินโดนีเซีย ระหว่างการสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็ได้เปิดเส้นทางใหม่แห่งการผลักดันสิทธิมนุษยชนอินโดนีเซีย ผู้คนที่เคยคิดว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนและความเป็นประชาธิปไตยเป็นเรื่องห่างไกลจู่ๆ รู้สึกขึ้นมาว่าตนสามารถมีส่วนร่วมในโครงการนี้ โดยการอุทิศเวลา พละกำลังและเงินทุนของตน สิ่งนี้ได้สะท้อนความคิดของ ซิดนีย์ แทร์​โรว์ (Sidney Tarrow) นักสังคมศาสตร์ (ปี 2011) ว่าพฤติกรรมการกระทำรวมหมู่ของผู้คนที่เป็นแบบแผน ประชาคมพลเมืองใช้การกระทำร่วมกันเพื่อหลอมรวมอดีตที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกัน เมื่อถึงสิ้นปีดังกล่าว พิพิธภัณฑ์นี้สร้างเสร็จสิ้นและเปิดให้ผู้คนสามารถเข้าเยี่ยมชมได้ในวันที่ 8 เดือนธันวาคม ปี 2013 ในนามบ้านแห่งมูนีร์ (Omah Munir)  เดิมเป็นเพียงแค่ความฝัน แต่ตอนนี้ความฝันกลายเป็นความจริง จากนั้นเพื่อการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว จึงได้ก่อตั้งมูลนิธิบ้านแห่งมูนีร์ โดยมีผู้ริเริ่มพิพิธภัณฑ์เป็นกรรมการ โครงการบ้านแห่งมูนีร์นี้ได้ท้าทายวาทกรรมเชิงประวัติศาสตร์แนวอนุรักษ์นิยมของทางการที่แพร่หลายมาหลาย 10 ปี พิพิธภัณฑ์นี้ได้มอบประสบการณ์ที่แตกต่างกับวาทกรรมเชิงประวัติศาสตร์รูปแบบดั้งเดิม เมื่อผู้ชมเข้าสู่พิพิธภัณฑ์นี้ สิ่งที่พวกเขาจะได้เห็นคือรูปปั้นครึ่งตัวของทนายมูนีร์ นี่คือของขวัญจากนักประติมากรรมท่านหนึ่งในขณะที่สร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ผู้ชมจะเห็นการบอกเล่าเชิงประวัติศาสตร์ตามลำดับเวลา เรื่องราวประวัติศาสตร์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าหลังจากเกิดยุคระเบียบใหม่ การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนอินโดนีเซียก็ก่อตัวขึ้นจากการต่อตั้งของYPHAM (มูลนิธิห่วงใยสิทธิมนุษยชน) และYLBHI(มูลนิธิให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายอินโดนีเซีย) YPHAM เป็นองค์กรที่ปกป้องนักการเมืองที่สนับสนุนลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างกระตือรือร้นและผลักดันให้เกิดความยุติธรรม ข้อเท็จจริงนี้ท้าทายวาทกรรมทางการที่บอกว่าทหารได้ปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์ได้สำเร็จ พิพิธภัณฑ์นี้ยังได้จัดแสดงเรื่องราวของมาร์ซินาห์ (Marsinah) แรงงานหญิงที่เสียชีวิตในขณะที่ถูกฝ่ายทหารสอบสวนจากการเป็นแกนนำประท้วงนัดหยุดงาน บ้านแห่งมูนีร์จัดแสดงเรื่องราวของมาร์ซินาห์และเตือนให้ผู้ชมทราบว่าความสำเร็จของอินโดนีเซียแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของแรงงาน เรื่องอื่นๆ ชี้ชัดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในอินโดนีเซีย เช่น การถูกอุ้มหายและการฆ่าล้างทางการเมืองในจังหวัดปาปัวและประเทศติมอร์-เลสเต (ตอนนี้เป็นประเทศเอกราช) และแน่นอนว่าในพิพิธภัณฑ์ยังได้รวบรวมอัตชีวประวัติของทนายมูนีร์, ประสบการณ์ชีวิตของเขาในฐานะผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนและการที่เขาถูกลอบสังหาร ตั้งแต่วันที่ 8 เดือนกุมภาพันธ์ปี 2013 พิพิธภัณฑ์นี้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งวันนี้ พิพิธภัณฑ์นี้ได้ต้อนรับผู้ชมจากหลากภูมิหลังและหลายช่วงอายุ อย่างไรก็ตาม นักศึกษาและนักเรียนวัยหนุ่มสาวยังคงเป็นผู้ชมหลัก พวกเขาคิดว่าการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ระดับโรงเรียนและชั้นอุดมศึกษา หลังจากนั้น 5 ปี เมื่อฉันย้อนคิด สิ่งที่น่าสนใจคือพิพิธภัณฑ์สามารถเป็นสื่อกลางในการผลักดันกิจกรรมของสถาบันสิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการปลูกฝังมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลไว้ในชีวิตประจำวันของชาวอินโดนีเซีย พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนมูนีร์ อันที่จริงแล้ว การใช้พิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กอย่างบ้านแห่งมูนีร์มาแทนที่การวาทกรรมเชิงประวัติศาสตร์แนวอนุรักษ์นิยมมีข้อจำกัดในตัวมันเองอยู่ ในปี 2018 คณะกรรมการบริหารบ้านแห่งมูนีร์ (คณะกรรมการบริหารฯ )เริ่มคำนึงถึงความสำคัญของการสร้างความร่วมมือกับรัฐบาลในด้านอาคาร, โครงสร้างพื้นฐาน, แผนงานและระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อยกระดับและสนับสนุนให้บ้านแห่งมูนีร์กลายเป็นพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนที่ใหญ่ขึ้น การตัดสินใจครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ได้รับคำมั่นจากรัฐบาลว่าจะมอบเงินทุนในการสร้างพิพิธภัณฑ์หนึ่งแห่งโดยมีรัฐบาลมณฑลชวาตะวันออกเป็นผู้สนับสนุนเงินทุน และรัฐบาลเมืองประตูเป็นผู้สนับสนุนที่ดิน นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารฯ จะได้อธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับการร่วมมือกับสมาชิกประชาคมพลเมืองอื่น แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก หนึ่ง การร่วมมือกับสมาคมสถาปนิกอินโดนีเซีย(Indonesian Architects Association: AAI) ในการจัดกิจกรรมแข่งขันการออกแบบพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ประชาชนรับรู้ถึงความสำคัญของพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชน ซึ่งงานออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของสถาปนิก อัคมัด เดนิ ทาร์ดิยานา (Achmad Deni Tardiyana หรือ Apep) เป็นที่โดดเด่นขึ้นมา งานชิ้นนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเปิดกว้าง สอง มูลนิธิบ้านแห่งมูนีร์ยังร่วมมือกับสถาบันศิลปะแห่งจาการ์ตา (Jakarta Arts Institute) จัดการแข่งขันการสร้างสรรค์งานศิลป์ที่จะจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ และ สาม บ้านแห่งมูนีร์ยังจัดเสวนาโดยมีนักสิ่งแวดล้อม, นักข่าว, คนพื้นเมือง, บุคคลทุพพลภาพและนักสิทธิสตรีร่วมถกเถียงวาทกรรมและหัวข้อที่เป็นไปได้ของพิพิธภัณฑ์ ประเด็นสำคัญของเสวนาครั้งนี้นำมาซึ่งประเด็นสำคัญในการพัฒนาการจัดแสดงงานพิพิธภัณฑ์ ชั้นหนึ่งของอาคารออกแบบเพื่อเด็กๆ โดยเฉพาะ ทั้งเพื่อทำให้เด็กๆ ตระหนักถึงการใช้ชีวิตกับส่วนร่วมซึ่งเป็นค่านิยมสำคัญ เช่น ความเปิดกว้างยอมรับ เสรีภาพและความเท่าเทียมกัน ชั้นสองของอาคารจัดแสดงประวัติศาสตร์สิทธิมนุษยชนอินโดนีเซียที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง, ประเด็นสิ่งแวดล้อม, ชนพื้นเมือง, สิทธิสตรีและเสรีภาพสื่อ ฯลฯ ซึ่งนำเสนอโดยกลุ่มพลเมืองสังคมอินโดนีเซีย ชั้นสุดท้ายจัดแสดงอัตชีวประวัติของทนายมูนีร์และงานที่เขาได้ผลักดัน เช่น คนที่ถูกอุ้มหายจะจัดแสดงอยู่ห้องสุดท้ายของชั้นสาม เพื่อให้ผู้ชมทบทวนประเด็นปัญหาสิทธิมนุษยชนอินโดนีเซีย  สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือการร่วมมือกับรัฐบาลได้นำมาซึ่งปัญหาความเป็นอิสระในการจัดงานแสดง โดยเฉพาะประเด็นสิทธิมนุษยชน ในอนาคตพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนจะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงอย่างเที่ยงธรรมและเห็นแก่ส่วนรวมได้หรือไม่?   แต่ในระหว่างนี้ แน่นอนว่าจะต้องมีการปรับเปลี่ยนบางส่วน ก่อนอื่นมีการแก้ไขชื่อของพิพิธภัณฑ์ให้เป็น “พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนมูนีร์” แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าพิพิธภัณฑ์จะยอมรับมุมมองของทางการ พิพิธภัณฑ์ไม่เพียงจะจัดแสดงอัตชีวประวัติของผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเดียว แต่พิพิธภัณฑ์หวังว่าจะสามารถเปิดรับปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนอินโดนีเซียที่กว้างขึ้น ในส่วนของความเป็นอิสระในการจัดงานแสดง ความโชคดีคือขณะนี้บรรยากาศของรัฐบาลอินโดนีเซียยังคงเปิดกว้างสำหรับความเป็นอิสระในการจัดงานแสดง ในอนาคต อาจจะเกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้รู้ชัดว่าพิพิธภัณฑ์และสถานโบราณเชิงประวัติศาสตร์ได้กลายเป็นสถานที่เคลื่อนไหวทางสังคมที่สำคัญสำหรับนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนและการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในยุคปฏิรูป เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าวิธีนี้จะเป็นวิธีที่ได้ผลในการปลูกฝังค่านิยมความสำคัญของสิทธิมนุษยชนในคนรุ่นใหม่ชาวอินโดนีเซียประสบความสำเร็จหรือไม่  

2022-03-30

แนะนำผู้เขียน เทรซี พูลาสกี (Tracy Puklowski) ขณะนี้อาศัยอยู่ที่อลิซสปริงส์ออสเตรเลีย ดูแลการพัฒนาหอศิลป์ชนพื้นเมืองแห่งชาติแห่งแรกของออสเตรเลีย เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบริการศิลปะสร้างสรรค์และวัฒนธรรม เมืองลอนเชสตัน รัฐทัสมาเนีย รวมทั้งหน้าที่ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ และหอศิลป์ควีนวิกตอเรีย ซึ่งเป็นองค์กรทางวัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย ก่อนย้ายไปออสเตรเลีย เทรซีเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของอุตสาหกรรม GLAM (หอศิลป์  หอสมุด  หอจดหมายเหตุ และพิพิธภัณฑ์) ในนิวซีแลนด์ หลายตำแหน่ง เธอจบปริญญาโทจากสถาบันผู้นำพิพิธภัณฑ์เก็ตตี(Getty’s Museum Leadership Institute) หน่วยงาน หอศิลป์ชนพื้นเมืองแห่งชาติออสเตรเลียซึ่งตั้งอยู่ที่อลิซสปริงส์ (ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า แอม-ปาร์น-ทัว (Mparntwe))นั้น จะกลายเป็นจุดมายปลายทางที่โดดเด่น และพื้นที่แห่งใหม่ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางออสเตรเลียนี้จะแสดงถึงวัฒนธรรมอันเก่าแก่ที่สุดที่ยังมีอยู่บนโลก ทำให้ชนพื้นเมืองในออสเตรเลียมีพื้นที่ที่แสดงถึงตัวตนของพวกเขา ผ่านศิลปะการแสดง และเผยแผ่ความสำเร็จในด้านต่างๆ บนหนทางแห่งการบอกเล่าความจริงของออสเตรเลียนั้น หอศิลป์มีบทบาทที่สำคัญมาก และเพื่อให้การปกครอง การบริหารและใช้แรงงานมีการคำนึงถึงชนพื้นเมืองเป็นหลัก หอศิลป์จึงกลายเป็นสื่อกลางของชนพื้นเมืองในออสเตรเลีย ที่ทำให้พวกเขาสามารถบอกเล่าเรื่องราวของตนเอง เพิ่มช่องทางการเคลื่อนไหว และเป็นตัวเลือกวิธีการบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ได้อีกวิธีหนึ่ง ในขณะที่ทั่วโลกกำลังตระหนักว่าสิทธิมนุษยชนมีความสำคัญต่อวาทกรรม และการปฏิบัติงานจริงของพิพิธภัณฑ์ ในปี 2019 เป็นช่วงเวลาสำคัญในการก่อตั้งสหพันธ์พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนนานาชาติ สาขาเอเชียแปซิฟิก สหพันธ์พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนนานาชาติให้ความสำคัญกับภูมิภาค จึงได้ก่อตั้งสำนักงานสาขาเอเชียแปซิฟิก  เพื่อสะท้อนเสียงที่มักจะถูกมองข้าม และเป็นแพลตฟอร์มที่สำคัญในการแยกแยะ และจัดการกับประเด็นสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค ในบทความนี้ ฉันจะบอกเล่าถึงความเป็นมาของสหพันธ์สิทธิมนุษยชนนานาชาติกับไต้หวัน พร้อมทบทวนการรับมือกับประเด็นสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้เราจะเริ่มจากปัญหาสิทธิมนุษยชนและวกเข้าสู้ประเด็นหลักเพื่อความเข้าใจของทุกฝ่าย ในปี 2010 ขณะที่สถาปนาสหพันธ์พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนนานาชาติ ฉันรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ดำรงตำแหน่งกรรมการก่อตั้งสหพันธ์ การสถาปนาสหพันธ์นี้ทำให้ดิฉันรู้สึกตื่นเต้น และรู้สึกว่าทันท่วงที เพราะวงการพิพิธภัณฑ์ได้ให้ความสำคัญกับความยุติธรรมในสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ และนี่คือการตอบสนองประเด็นสิทธิมนุษยชนร่วมกับกองกำลังระหว่างประเทศเป็นครั้งแรก อีกด้านหนึ่ง ฉันก็รู้สึกหวั่นๆ ขึ้นมานิดหน่อย  เพราะฉันจะมีสิทธิเป็นตัวแทนของพิพิธภัณฑ์แห่งนิวซีแลนด์ เทปาป้า ตองกาเรวา (Museum of New Zealand Te Papa Tongarewa หรือ Te Papa)และประกาศตนว่าเป็น “พิพิธภัณฑ์แห่งมนุษยชน” ได้หรือไม่? พิพิธภัณฑ์ด้านมนุษยชนคืออะไร? ฉันหวังว่าจะไม่ได้ทำให้พิพิธภัณฑ์บ้านเกิดกลายเป็นพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนจอมปลอม หากย้อนมองประวัติศาสตร์และคุณค่าของพิพิธภัณฑ์เราแล้ว ข้อสรุปของฉันคือการที่จะเป็นพิพิธภัณฑ์ด้านสิทธิมนุษยชนนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องมีพันธกิจด้านสิทธิมนุษยชนที่ชัดเจน พิพิธภัณฑ์ Te Papa มุ่งมั่นที่จะผลักดัน ประเด็นความหลากหลาย การเปิดกว้าง การแก้ไขปัญหา นั่นหมายความว่าเรามีสิทธิที่จะเป็นหนึ่งในขบวนการดังกล่าวได้   ในปี 2015 ขณะที่ฉันดำรงตำแหน่งประธานสหพันธ์พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนนานาชาติ ฉันได้เขียนไว้ว่า “สำหรับพิพิธภัณฑ์ Te Papa แล้ว ความยุติธรรมในสังคม สิทธิมนุษยชนและการเข้าถึงพิพิธภัณฑ์ในความหมายอย่างกว้างที่สุดนั้นไม่ใช่ผลพลอยได้ หรือสามารถที่จะเลือกว่าจะเอาหรือไม่เอา นี่คือหัวใจหลักที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ต้องการสืบทอดหรือในภาษาเมาริเรียกว่า whakapap  ในปี 1992 กฎหมายว่าพิพิธภัณฑ์แห่งชาตินิวซีแลนถูกบัญญัติขึ้นมา และได้กลายเป็นพื้นฐานที่มั่นคงสำหรับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ในการมุ่งสู่อีกเส้นทางหนึ่ง เมื่อคณะกรรมการพิพิธภัณฑ์ได้เลือกใช้นโยบายแบบสองวัฒนธรรม ก็ถือว่าได้กำหนดไว้แล้วว่าพิพิธภัณฑ์ไม่ว่าจะอยู่ในวงการไหน จะต้องมีการแสดงออกแบบสองวัฒนธรรม นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ Te Papa มีวิสัยทัศน์ว่า “ปรับเปลี่ยนจิตวิญญาณ ปรับเปลี่ยนความคิด และปรับเปลี่ยนชีวิต” ฉะนั้น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เดิมก็มีวัตถุประสงค์ที่จะแก้ไขประเด็นที่ยากลำบากและทำให้รู้สึกไม่สบายใจ หากพิพิธภัณฑ์ตั้งใจที่จะให้ผู้ชมหรือกลุ่มคนที่มาเยือน หรือแม้กระทั่งพนักงานได้รับประสบการณ์นแปลกใหม่ ก็จำเป็นต้องสร้างจุดยืนที่ชัดเจน ดั่งคำแถลงบนเว็บไซต์สหพันธ์พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนนานาชาติ พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อท้าทายกความคิดและการกระทำของพิพิธภัณฑ์รูปแบบดั้งเดิม ดังนั้น ฉันคิดว่าพิพิธภัณฑ์ Te Papa เป็นพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชน และฉันจะรอต้อนรับการมาเยือนของตัวแทนของเราในเดือนกันยายนนี้」[1] สิ่งที่น่าสนใจคือบทความดังกล่าวได้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าพิพิธภัณฑ์บางแห่งอาจมองว่าสิทธิมนุษยชนไม่ใช่หัวข้อที่จำเป็น ดังนั้นจะต้องโน้มน้าวให้พิพิธภัณฑ์เหล่านี้ใช้มุมมองนี้พิจารณาตนเอง บางทีพวกเขาอาจจะต้องการเหตุผลที่ชอบธรรมในการให้คำมั่นสัญญาเพื่อผลักดันสิทธิมนุษยชน เหมือนในปี 2010 ฉันก็เช่นกัน ในบทความเดียวกัน ฉันได้ระบุว่าบริบทด้านสิ่งแวดล้อมในการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง “อย่างรวดเร็วและมีนัยยะสำคัญ” ซึ่งขณะนั้นฉันหมายถึงวัฒนธรรม และการเมืองของนิวซีแลนด์ ซึ่งตอนนั้นฉันไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าสำหรับทุกคนแล้ว เพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้น โลกจะมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และยิ่งใหญ่ขนาดนี้ “การเปลี่ยนแปลง” เหล่านี้ก็คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่แผ่ขยายไปทั่วโลก และพลิกพลันชีวิตของผู้คน มนุษย์ทุกคนต้องเป็นผู้ร่วมรับผิดชอบในผลลัพธ์ และเราจำเป็นต้องรับมือกันอย่างเด็ดเดี่ยว เนื่องจากขณะนี้คำนิยามของพิพิธภัณฑ์ไม่สามารถ “สะท้อนและแสดงออกได้อย่างเหมาะสมถึงความซับซ้อนของศตวรรษที่ 21 ความรับผิดชอบและการตัดสินใจของพิพิธภัณฑ์ ณ ปัจจุบัน พร้อมความท้าทายกับความคาดหวังของพิพิธภัณฑ์ในอนาคต” ในปี 2019 สภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ (International Council of Museumsหรือ ICOM)ได้นำเสนอแผนคำนิยามพิพิธภัณฑ์ใหม่[2] พวกเราหลายคนมองสงครามน้ำลายที่ตามมากันอย่างมึนงง  เมื่อสุดท้ายแล้วทุกอย่างยังคงติดอยู่ในช่องว่างคตินิยมจากภาษา และค่านิยมที่แตกต่าง ปี 2022 งานประชุมใหญ่ในกรุงปรากจะหารือในประเด็นนี้อีกครั้ง เราได้แต่หวังว่า 2 ปีที่ผ่านมานี้จะช่วยให้วงการพิพิธภัณฑ์วิทยาเกิดความสามัคคีขึ้น และเชื่อว่าคงจะต้องเป็นเช่นนี้ เหตุการณ์ทั่วโลก ผู้ชมและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกจะไม่นั่งรอให้วงการพิพิธภัณฑ์เป็นฝ่ายตัดสินว่าคำนิยามของตนเองถูกต้องหรือไม่ ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ การปฏิรูปและความท้าทายไม่ได้แค่ใกล้ตัวเรา แต่สามารถพบเห็นได้ทั่วนิทรรศการการตรวจสอบเนื้อหาหนังสือ ทั้งนี้สร้างความสะพรึงให้กับพวกเราเป็นอย่างมาก ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อที่ 27 วรรค 1 ทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าร่วมกิจกรรมชีวิตกับวัฒนธรรมของชุมชน เพลิดเพลินกับศิลปะต่างๆ และมีส่วนในความรุดหน้าและคุณประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างอิสระเสรี เรายังคงติดอยู่กับเหตุการณ์โรคระบาดทั่วโลก และโรคระบาดนี้ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่เราเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิงและถาวร พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ไม่เพียงแต่ต้อง “ปรับเปลี่ยน” เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังใช้ไหวพริบ เอาชนะปัญหาการปิดเมือง และทุ่มกำลังปรับตัวสู่การเรียนการสอน ประสบการณ์ การมีส่วนร่วมออนไลน์ พร้อมบริหารจัดการพื้นที่และผู้คน ขณะที่พิพิธภัณฑ์บางส่วนต้องเผชิญหน้ากับการปิดตัวลงอย่างถาวร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง โรคระบาดใช้มาตราฐานแบบเดียวกันกับทุกคน ไม่มีใครสามารถรอดพ้นจากผลกระทบของโรคระบาด และโรคระบาดยังเป็นเพื่อนสนิทของความอยุติธรรม เพราะโรคระบาดได้เพิ่มความยากจน และความเปราะบางให้สูงยิ่งขึ้น ดังนั้น พิพิธภัณฑ์ที่มีโอกาสสูงที่จะปิดตัวลงอย่างถาวรนั้นยังคงเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กที่มองหาทุนทรัพย์มาโดยตลอด ซึ่งพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ได้ทำการทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวของชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งยังรักษาประวัติศาสตร์ และประเพณีของผู้คน และสังคมของพวกเขา สิ่งนี้ได้เตือนให้เราทราบว่าหน้าที่ของพวกเราคือการพัฒนาชุมชน ให้บริการประชาชน เก็บรักษาเรื่องราว และบอกเล่าความทรงจำของพวกเขา เราจะต้องขจัดอุปสรรคการเข้าถึงพิพิธภัณฑ์ ร่วมสร้างสรรค์แต่ไม่ใช่เป็นผู้บงการ เราจะต้องร่วมมือกับชุมชนหรือปัจเจกบุคคล  บันทึกช่วงเวลาคับขันนี้เพื่อคนรุ่นหลัง หลังจากที่มนุษย์มีประสบการณ์ร่วมอันลึกซึ้งแล้ว เราจะช่วยสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ และเยียวยา ทั้งหมดนี้คือความท้าทาย และเกียรติภูมิที่พิพิธภัณฑ์จะได้รับ เรื่องที่ศิลปะมีพลังในการรักษาเยียวยาไม่ใช่แนวคิดใหม่ หลังจากที่เกิดความบอบช้ำแล้ว พิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ปลอดภัย (และจำเป็น) ซึ่งจะทำให้ผู้คนมาพบปะหรือตั้งคำถาม พร้อมรำลึกถึงเหตุการณ์สะเทือนขวัญในช่วงเวลานั้น แต่นี่ก็ไม่ใช่ตรรกะใหม่อะไร แต่มันจะมีความลึกซึ้งมากกว่าเดิม จากสถาณการท้องถิ่นกลายเป็นเหตุการณ์ระดับโลก และก็เป็นเช่นนี้ในทางกลับกัน วิกฤตสภาพภูมิอากาศทั่วโลกเป็นภัยร้ายแรงต่อวิถีชีวิตของเรา ทั้งเป็นวิกฤตด้านมนุษยชนที่ร้ายแรง การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นภัยต่อความมั่นคงทางอาหาร ที่อยู่อาศัย และสิ่งมีชีวิต แม้ว่าประเทศที่เป็นเกาะเล็ก ๆ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อที่ 3 ทุกคนมีสิทธิในชีวิต อิสรภาพ และความปลอดภัยของตนเอง ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อที่ 25 วรรค 1 ทุกคนมีสิทธิในมาตรฐานการครองชีพอันเพียงพอสำหรับสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีของตน และครอบครัว รวมทั้ง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยการดูแลรักษาทางการแพทย์ และบริการทางสังคมที่จำเป็น และมีสิทธิในหลักประกัน ยามว่างงาน เจ็บป่วย พิการ หม้าย ชราภาพ หรือปราศจากการดำรงชีพอื่น ในสภาวะแวดล้อมนอกเหนือการควบคุมของตน เรายังคงติดอยู่กับเหตุการณ์โรคระบาดทั่วโลก และโรคระบาดนี้ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่เราเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิงและถาวร พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ไม่เพียงแต่ต้อง “ปรับเปลี่ยน” เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังใช้ไหวพริบ เอาชนะปัญหาการปิดเมือง และทุ่มกำลังปรับตัวสู่การเรียนการสอน ประสบการณ์ การมีส่วนร่วมออนไลน์ พร้อมบริหารจัดการพื้นที่และผู้คน ขณะที่พิพิธภัณฑ์บางส่วนต้องเผชิญหน้ากับการปิดตัวลงอย่างถาวร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง โรคระบาดใช้มาตราฐานแบบเดียวกันกับทุกคน ไม่มีใครสามารถรอดพ้นจากผลกระทบของโรคระบาด และโรคระบาดยังเป็นเพื่อนสนิทของความอยุติธรรม เพราะโรคระบาดได้เพิ่มความยากจน และความเปราะบางให้สูงยิ่งขึ้น ดังนั้น พิพิธภัณฑ์ที่มีโอกาสสูงที่จะปิดตัวลงอย่างถาวรนั้นยังคงเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กที่มองหาทุนทรัพย์มาโดยตลอด ซึ่งพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ได้ทำการทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวของชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งยังรักษาประวัติศาสตร์ และประเพณีของผู้คน และสังคมของพวกเขา สิ่งนี้ได้เตือนให้เราทราบว่าหน้าที่ของพวกเราคือการพัฒนาชุมชน ให้บริการประชาชน เก็บรักษาเรื่องราว และบอกเล่าความทรงจำของพวกเขา เราจะต้องขจัดอุปสรรคการเข้าถึงพิพิธภัณฑ์ ร่วมสร้างสรรค์แต่ไม่ใช่เป็นผู้บงการ เราจะต้องร่วมมือกับชุมชนหรือปัจเจกบุคคล  บันทึกช่วงเวลาคับขันนี้เพื่อคนรุ่นหลัง หลังจากที่มนุษย์มีประสบการณ์ร่วมอันลึกซึ้งแล้ว เราจะช่วยสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ และเยียวยา ทั้งหมดนี้คือความท้าทาย และเกียรติภูมิที่พิพิธภัณฑ์จะได้รับ เรื่องที่ศิลปะมีพลังในการรักษาเยียวยาไม่ใช่แนวคิดใหม่ หลังจากที่เกิดความบอบช้ำแล้ว พิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ปลอดภัย (และจำเป็น) ซึ่งจะทำให้ผู้คนมาพบปะหรือตั้งคำถาม พร้อมรำลึกถึงเหตุการณ์สะเทือนขวัญในช่วงเวลานั้น แต่นี่ก็ไม่ใช่ตรรกะใหม่อะไร แต่มันจะมีความลึกซึ้งมากกว่าเดิม จากสถาณการท้องถิ่นกลายเป็นเหตุการณ์ระดับโลก และก็เป็นเช่นนี้ในทางกลับกัน วิกฤตสภาพภูมิอากาศทั่วโลกเป็นภัยร้ายแรงต่อวิถีชีวิตของเรา ทั้งเป็นวิกฤตด้านมนุษยชนที่ร้ายแรง การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นภัยต่อความมั่นคงทางอาหาร ที่อยู่อาศัย และสิ่งมีชีวิต แม้ว่าประเทศที่เป็นเกาะเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนจะได้รับกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศน้อยกว่าประเทศอื่น แต่ในความเป็นจริงแล้วประเทศที่เป็นเกาะเล็ก ๆ กลับได้รับผลกระทบนี้มากที่สุด นี่คือภัยคุกคามที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  ในส่วนของการยกระดับความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการดำเนินการนั้น พิพิธภัณฑ์ทุกที่ต่างมีความรับผิดชอบต่อเรื่องดังกล่าว ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนมีหน้าที่ปกป้องข้อเท็จจริงของ“เบื้องหลังความจริง”ในโลกใบนี้ พิพิธภัณฑ์จะต้องรับบทเป็นผู้พิทักษ์หลักฐาน ในขณะที่ดิฉันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ และหอศิลป์ควีนวิกตอเรีย(Queen Victoria Museum and Gallery หรือ QVMAG)นักวิทยาศาสตร์ของเราพบว่าเมื่อสภาพแวดล้อมที่เริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้น สัตว์ (แมลง) ได้ทยอยอพยพสู่ภาคใต้ เมื่อปรากฎหลักฐานชิ้นนี้ ประกอบกับหน่วยงานกำกับดูแลท้องถิ่นได้ประกาศว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้มาถึงแล้ว พิพิธภัณฑ์ได้กำหนดให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหัวข้อสำคัญ[3] อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้ และหลักฐานที่ถูกเก็บรักษานั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญประการเดียว พฤติกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งด้วย ในต้นปี 2020 พิพิธภัณฑ์และสวนฮอนนีแมนได้มีประกาศการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลกระทบอย่างมาก ไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับผู้ชมพิพิธภัณฑ์เพื่อยกระดับการรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งยังทำให้พิพิธภัณฑ์จะต้องพิจารณาธรรมเนียม และกิจกรรมของตน วงการพิพิธภัณฑ์จำเป็นต้องคิดว่าตนเองสามารถมีส่วนร่วมประการใดที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด? เราจะเริ่มออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างยั่งยืนได้หรือยัง? ผู้สนับสนุนของเราจะเห็นด้วยกับค่านิยมของพวกเราหรือไม่? และในเร็ว ๆ นี้ข้อหารือว่าพิพิธภัณฑ์ได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัทน้ำมันไม่ได้เกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมการ แต่กลับเกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะแทน จะทำอย่างไรกับความต้องการของผู้ลี้ภัยเนื่องจากสภาพอากาศ? หากคุณคิดว่านั่นเป็นปัญหาในอนาคต คุณคิดผิดมหันต์ เพราะปัญหานั้นได้เกิดขึ้นแล้วในปี 2020ที่ผ่านมา ทั่วโลกมีผู้คนพลัดถิ่นจำนวนกว่า 30.7 ล้านคน ซึ่งในนั้นกว่า 98% ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ[4] ประชาชนในหมู่เกาะมาร์แชลล์หลายพันคนได้ย้ายไปพักพิงที่สหรัฐอเมริกา หลังจากนั้น พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ว่าจะรักษาวัฒนธรรม และประเพณีดั้งเดิมของตนไว้อย่างไร ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อที่ 7 ทุกคนเสมอภาคกันตามกฎหมาย และมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมกันโดยปราศจากการถูกทำร้ายใด ๆ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองที่เท่าเทียมกัน อันเป็นการล่วงละเมิดปฏิญญานี้ ตำรวจใช้ความรุนแรงกับคนผิวสีได้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากทั่วโลก ขบวนการเคลื่อนไหวเรื่อง “ชีวิตของคนผิวสีก็มีความหมาย” ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง การเคลื่อนไหวนี้เดิมได้มุ่งเน้นเรื่องที่ตำรวจได้ใช้ความรุนแรงอย่างโหดเหี้ยม แต่เมื่อได้รับเสียงตอบรับจากทั่วโลกแล้ว ก็ขยายขอบเขตมากขึ้น ครอบคลุมถึงประเด็นการเหยียดเชื้อชาติเชิงโครงสร้างและผลกระทบที่หลงเหลือจากการล่าอาณานิคม ฯลฯ เหตุการณ์นี้ได้ทำให้ผู้คนมองเห็นอดีตและการกระทำของพิพิธภัณฑ์อย่างชัดเจนมากขึ้น การตั้งคำถามกับการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์จากแง่มุมต่างๆ ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แล้ว การที่ภาครัฐเรียกร้องไห้พิพิธภัณฑ์บริติชส่งคืนประติมากรรมประดับวิหารพาร์เธนอนสามารถห้วนกลับไปถึงช่วงต้นปี 1980 โดยมอริส แบร์เช่ (Maurice Berger)นักประวัติศาสตร์ศิลป์วิทยาสหรัฐอเมริกาตั้งคำถามว่า “หอศิลป์เป็นผู้เหยียดเชื้อชาติหรือไม่?” อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เช่นนี้ยังไม่เคยได้รับกระแสตอบรับที่มาพร้อมกับจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยใหม่เหมือนกับตอนนี้ แม้ว่ารัฐบาลท้องถิ่นในรัฐต่างๆ (ในออสเตรเลีย) มีมาตรการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของพลเมือง แต่ที่นี่คือประเทศที่ไม่มีกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนระดับสหพันธรัฐ การใช้ชีวิตที่นี่และในขณะที่เขียนบทความนี้อยู่ ฉันพบว่าตนเองกำลังอยู่ในจุดยืนที่น่าขบขัน แม้ว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ทุกประการ แต่สถานการณ์แบบควรที่จะส่งคืนหน้าที่รักษาและเสริมสร้างสิทธิมนุษยชนนั้นกลับสู่มือของปัจเจกบุคคลและองค์กร ฉันกำลังสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ นั่นก็คือหอศิลป์ชนพื้นเมืองแห่งชาติออสเตรเลีย หอศิลป์ดังกล่าวตั้งอยู่ที่อลิซสปริงส์ของนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี ซึ่งเป็นพื้นที่งดงาม มีความขัดแย้ง มีวัฒนธรรมและศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมมีความเปราะบางและบาดแผลระหว่างผู้คนแต่รุ่น กลุ่มนักแสดงอย่าง “กลุ่มปลดปล่อยอาณานิคม ณ พื้นที่แห่งนี้” ( Decolonize This Place)และ“กลุ่มน้ำมันอังกฤษจะปล่อยไว้ต่อไปหรือไม่” เหล่านี้ได้ใช้วิธีการแสดงเพื่อได้มาซึ่งพื้นที่ในพิพิธภัณฑ์และดึงดูดความสนใจของผู้คนในการให้เงินทุนสนับสนุนพิพิธภัณฑ์ การส่งคืนวัตถุทางวัฒนธรรม วิธีการได้มาซึ่งศิลปวัตถุ การเป็นตัวของตัวเองของชนพื้นเมืองและการทำงานของพนักงานในพิพิธภัณฑ์ บริษัท ไวซ์ มีเดีย กรุ๊ป ได้ผลิตรายการ “การนำชมประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ผ่านการคัดกรอง” (The Unfiltered History Tour) มีการถงเถียงเรื่องราว “ศิลปวัตถุที่มีข้อพิพาท” ในพิพิธภัณฑ์บริติช[5] หลายปีที่ผ่านมานี้ มีอดีตพนักงานขององค์กรวัฒนธรรมหลายแห่งได้ต่อว่าเรื่องความไม่เท่าเทียมในที่ทำงานและการเหยียดเชื้อชาติเชิงโครงสร้าง ซึ่งในนั้นมีทั้งพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนแคนาดา ช่างเป็นการเสียดสีที่น่ากลัวยิ่งนัก ตามด้วยแหล่งที่มาของวัตถุสู่ชุมชน(source communities)เรียกร้องอย่างชอบธรรมให้ส่งคืนมรดกทางวัฒนธรรมของพวกเขา เสียงของพวกเขาก็ดังขึ้นเรื่อยๆ คนรุ่นหลังของชนเผ่าราปา นุย(Rapa Nui)บนเกาะอีสเตอร์ ในปี 2018 ได้ไปพิพิธภัณฑ์บริติชทวงคืนตูปูนา Tupuna  (บรรพบุรุษ) หรืออีกชื่อหนึ่งคือรูปปั้นโมอาย โฮอา ฮากานานาอิอา (Hoa Hakananai'a) รายการพิเศษเรื่องการขโมยโฮอา ฮากานานาอิอา (Hoa Hakananai’a) ในยุคล่าอาณานิคมในรายการ “การนำชมประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ผ่านการคัดกรอง” ตาลิตา ราปู (Talita Rapu) (คนรุ่นหลังของชนเผ่าราปา นุยและผู้ว่าราชการเกาะอีสเตอร์) ได้พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ชนเผ่าราปา นุยมีแต่ร่างกายเปลือกนอก แต่วิญญาณอยู่ในมือของคุณ เมื่อพวกเราไม่มีวิญญาณ ก็เปรียบเสมือนซากศพที่ดำรงอยู่บนโลกใบนี้” [6 ] นักวิจัยศิลปวัตถุชนพื้นเมืองหลายคนเข้าใจดีกว่า จิตวิญญาณของวัตถุเชิงวัฒนธรรมอยู่เคียงข้างชนเผ่า ครอบครัวและคนรุ่นหลัง ซึ่งสิ่งนี้ควรจะเป็นเรื่องปกติทั่วไปแต่ไม่ใช่กรณีพิเศษไม่ใช่หรือ? หากผู้มีกรรมสิทธิ์เดิมมองว่า “การรวมเป็นหนึ่งเดียวของร่างกายและวิญญาณเป็นทางออกที่ดีที่สุด” แล้วพิพิธภัณฑ์จะมีจุดยืนในการโต้แย้งอย่างไร? หากเราไม่ยอมปลดปล่อยตนเองออกจากการเป็นอาณานิคมอย่างกระตืนรือร้น เราก็ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เลวร้ายกว่าเดิมได้ ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง มาตรา 3 พวกเรามีสิทธิในการกำหนดวิถีชีวิตตนเอง   พวกเรามีอิสระที่จะกำหนดสถานภาพทางการเมืองและดำเนินการ พัฒนาเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมของตนได้อย่างอิสระ ชนพื้นเมืองในออสเตรเลีย [7]เป็นตัวแทนวัฒนธรรมที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังดำรงอยู่บนโลกจนถึงทุกวันนี้ ทัศนศิลป์ของพวกเขาไม่ล้าสมัยและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เมื่อศิลปะชนพื้นเมืองได้ย้ายจากก้อนหินดินไปอยู่บนกระดานวาดรูปและผ้าวาด  ร่องรอยประวัติศาสตร์ศิลปะออสเตรเลียจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจแก้ไขได้ ชวนผู้ชมทั่วโลกหลงใหล ศิลปินและชุมชนของตนได้รับประโยชน์เชิงสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและจิตวิญญาณ การนำเสนอเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของชนพื้นเมืองให้กับผู้ชมกลุ่มใหม่ ทั้งยังเสริมสร้างการเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น นอร์เทิร์นเทร์ริทอรีที่ฉันได้มองว่าพื้นที่นี้เป็นบ้านของตนนั้นได้กลายเป็นหอศิลป์เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและใหญ่ที่สุดในโลก และยากที่จะมองข้ามพลังสร้างสรรค์ศิลปะ ณ ที่นี้ ขณะเดียวกัน นอร์เทิร์นเทร์ริทอรีมีจำนวนชนพื้นเมืองออสเตรเลียและชาวเกาะช่องแคบทอร์เรสที่เยอะที่สุดในโลก 45 % ของครัวเรือนชนพื้นเมืองที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน [8] อัตราการฆ่าตัวตายของคนหนุ่มสาวสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ 3 เท่าตัว [9] เกือบ 85% ของประชากรที่ถูกคุมขังในเรือนจำนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีคือชนพื้นเมือง[10] ดังนั้น สิ่งที่เราควรถามตัวเองคือ ไม่ใช่หอศิปล์อย่างหอศิลป์ชนพื้นเมืองแห่งชาติแห่งนี้ (ถ้าใช้ความหมายนี้ หอศิลป์อื่นฯ ก็ทำได้) ควรจะเรียกร้องสิทธิมนุษยชนหรือไม่ แต่ควรถามว่าเราควรจะเรียกร้องสิทธิมนุษยชนได้อย่างไร หากเราอยากจะมีความหมายและสร้างความหมาย เราก็ต้องสร้างสรรค์และออกแบบระบบนิเวศของเราขึ้นมาใหม่ สำหรับหอศิลป์ชนพื้นเมืองแห่งชาตินั้น นั่นหมายความว่าเราจะต้องมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เกิดการเรียกร้อง การเป็นตัวของตัวเอง การมีสิทธิหน้าที่ร่วมกัน และการบอกเล่าความเป็นจริง หากออสเตรเลียต้องการเยียวยาบาดแผลในอดีตสู่การประนีประนอมทั่วประเทศก็จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ซึ่งกระบวนทัศน์ทั่วไปของพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์นี้ พวกเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั่วโลกและความท้าทายของสิทธิมนุษยชนที่บทความนี้ได้กล่าวไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก จะมีที่ตั้งที่อยู่แห่งหนใดหรือเป้าหมายใดๆ หลายปีที่ผ่านมา องค์กรเชิงวัฒนธรรมส่วนใหญ่จะเอาผู้ชมเป็นศูนย์ ข้อดีของการเอาผู้ชมเป็นศูนย์กลางคือสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดี ตอบสนองความต้องการได้ตรงจุดมากขึ้น ฯลฯ แต่ตอนนี้ ถึงเวลาที่จะต้องก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่ง เราต้องเรียนรู้การเอามนุษยธรรมเป็นศูนย์กลาง ให้เราเริ่มต้นตั้งแต่หน้าที่ยอมรับสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน

2022-03-30

ข้อมูลผู้เขียน: หยวน ซวี่ เหวิน ซวี่ เหวิน (Emily)เป็นผู้ช่วยนักวิจัยฝ่ายส่งเสริมการศึกษาพิพิธภัณฑ์แห่งชาติไต้หวัน เธอมุ่งวิจัยสังคมไต้หวันด้านการยอมรับผู้ย้ายถิ่น และการเข้าถึงพิพิธภัณฑ์ ในปี 2015 เธอได้รับมอบหมายให้เป็นภัณฑารักษ์นำชมเนื้อหาเกี่ยวกับการย้ายถิ่นภายในพิพิธภัณฑ์ รวมถึงบริการนำชมหลายภาษา โดยมีภาษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนเป็นหลัก ทั้งยังเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพิพิธภัณฑ์กับชุมชนย้ายถิ่น ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา พิพิธภัณฑ์ และชุมชนย้ายถิ่นชาวเอเชียตะวันเฉียงใต้ได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ตราบจนกระทั่งวันนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมจัดเทศกาลงานศิลป์ นิทรรศการ กิจกรรมการเรียนการสอนเกี่ยวกับวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายครั้ง พร้อมอธิบายศิลปวัตถุของประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แนะนำหน่วยงาน พิพิธภัณฑ์แห่งชาติไต้หวันก่อตั้งเมื่อปี 1908 เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดในไต้หวัน สถาปัตยกรรมทั้งหมดสร้างเสร็จในปี 1915 ณ สถานที่ตั้งปัจจุบัน ตลอดหนึ่งศตวรรษกว่าที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์นี้ตั้งอยู่หน้าสถานีรถไฟไทเปอย่างมั่นคง ด้วยความหลากหลายของศิลปวัตถุในพิพิธภัณฑ์ และทำเลที่ตั้งที่มีเอกลักษณ์ ทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งชาติไต้หวันกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่เป็นสัญลักษณ์ที่ขาดไม่ได้ของกรุงไทเป โดยศิลปวัตถุภายในพิพิธภัณฑ์มุ่งเน้นในหัวข้อมานุษยวิทยา  ธรณีวิทยา  สัตววิทยา พฤษศาสตร์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม กว่า10ปีที่ผ่านมานี้ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติไต้หวันได้เพิ่มหัวข้อด้านความเท่าเทียมทางด้านสิทธิทางวัฒนธรรม และความหลากหลายในการมีส่วนร่วม สนองรับการย้ายถิ่นฐานซึ่งเป็นกระแสสังคมล่าสุด พิพิธภัณฑ์ได้จัดนิทรรศการในหัวข้อต่างๆ กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อสิ่งพิมพ์ และโครงการข้ามวัฒนธรรมระหว่างประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมายการสร้างองค์ความรู้แก่มวลชนจากต่างวัฒนธรรม บทนำ พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนแห่งชาติไต้หวัน (NHRM) เป็นสถานที่รำลึกสำคัญ เพื่อเตือนให้ประชาชนไต้หวันระลึกถึงยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวสีขาว ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในไต้หวันเป็นอย่างมาก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน สนับสนุนประเด็นสิทธิมนุษยชน เผยแพร่แนวคิดสิทธิมนุษยชน และส่งเสริมค่านิยมสากลทางด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อธำรงไว้ซึ่งประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนของไต้หวัน หลังจากที่สหพันธ์พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนนานาชาติ(FIHRM) ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญภายใต้การกำกับดูแลของสภาการพิพิธภัณฑ์นานาชาติ(ICOM)ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และผู้เชี่ยวชาญได้ยอมรับ และสนับสนุน พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนแห่งชาติไต้หวันได้กลายเป็นสาขาหนึ่งของสหพันธ์พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนนานาชาติ สาขาเอเชียแปซิฟิก (FIHRM-AP) ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนแห่งชาติไต้หวัน และสหพันธ์พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนนานาชาติ สาขาเอเชียแปซิฟิกมีพันธกิจใหม่คือการรวมประเด็นสิทธิมนุษยชนภายในประเทศเข้าในบริบทการเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ และสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ทั้งสองหน่วยงานนี้ได้ใช้วิธีสร้างเครือข่ายเพื่อสนองรับประเด็นสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศมาโดยตลอด ทั้งยังเป็นแพลตฟอร์ม หรือสะพานเชื่อมเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างรัฐบาล องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร พิพิธภัณฑ์ และชุมชนผู้ย้ายถิ่นในไต้หวัน สัมมนาครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ในพิพิธภัณฑ์ และเจ้าหน้าที่ในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรมีโอกาสมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบเผชิญหน้ากัน ทบทวนประเด็นและจับมือกันจัดการกับประเด็นผู้ย้ายถิ่นระหว่างประเทศ และสิทธิมนุษยชนในไต้หวัน ที่มา และวัตถุประสงค์ของการสัมมนา และการประชุมเชิงปฏิบัติการ กระแสการเคลื่อนย้ายถิ่นระหว่างประเทศโดยมีเมืองใหญ่เป็นจุดหมายปลายทางนั้น นำมาซึ่งประเด็นที่หลากหลาย และได้กลายเป็นความท้าทายที่พิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยกำลังเผชิญอยู่ สิ่งแรกที่สัมมนานี้ต้องการให้ความสำคัญคือ พิพิธภัณฑ์จะหารือแบบข้ามวัฒนธรรม เพื่อต้อนรับผู้ย้ายถิ่น พร้อมทำลายภาพเหมารวม การเลือกปฏิบัติ และความเกลียดกลัวต่างชาติทางความคิดได้อย่างไร นอกจากนี้ สัมมนานี้ยังพูดคุยถึงเรื่องพิพิธภัณฑ์จะสร้างคลังข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนผู้ย้ายถิ่น การรักษาสถานที่กับวัตถุโบราณ พร้อมทั้งสะสมของใช้ส่วนบุคคล เรื่องเล่าต่างๆ และความทรงจำร่วมของผู้ย้ายถิ่นได้อย่างไร การสัมมนาและการประชุมเชิงปฏิบัติการได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างลึกซึ้งตลอดระยะเวลา 3 วันเต็ม ๆ ผู้บรรยายจากไต้หวัน ออสเตรเลีย อินเดีย สหรัฐอเมริกา บังคลาเทศ ทูโป (ทิเบต) และซูดานใต้ ได้แบ่งปันมุมมอง และประสบการณ์เกี่ยวกับกระแสการเคลื่อนย้ายทั่วโลก และประเด็นสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง ทำให้ในเชิงปฏิบัติ เชิงทฤษฎี และประสบการณ์ที่มีพิพิธภัณฑ์วิทยาเป็นพื้นฐานนั้นมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น วันที่ 20 ตุลาคม หัวข้อสัมมนา : เครือข่ายพิพิธภัณฑ์ผู้ย้ายถิ่น และความยุติธรรมของสังคม กลุ่มที่ 1: แผนงานการพูดคุย และเจรจาระหว่างพิพิธภัณฑ์กับชุมชนผู้ย้ายถิ่น (แรงงาน) และประชาชน โรฮินี แคปปาดาท(Rohini Kappadath) ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผู้ย้ายถิ่นในเครือกลุ่มหอศิลป์แห่งชาติวิกตอเรียออสเตรเลียได้นำเสนอวิธีการดังต่อไปนี้ เพื่อเป็นพื้นฐานให้พิพิธภัณฑ์ดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน   ●        ให้ความสำคัญกับบทบาทใหม่ของพิพิธภัณฑ์ ●        ทบทวนนโยบายพิพิธภัณฑ์ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ●        ถามตนเองอยู่เสมอว่า เราได้รับฟังเสียงในใจของชุมชนผู้ย้ายถิ่นที่จะร่วมมือกับเราในอนาคตแล้วหรือยัง   ด้วยประสบการณ์ทำงานในพิพิธภัณฑ์ผู้ย้ายถิ่นในออสเตรเลียหลายปี โรฮินีได้แบ่งปันวิธีการทำงานที่หลากหลาย ผู้บรรยายสองท่านในลำดับต่อไปคือคุณหยวน ซวี่ เหวิน (袁緒文) และคุณหลี่อิ้งเซวียน(李映萱) จากไต้หวัน ทั้งสองได้แบ่งปันนโยบายช่วงนี้ของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติไต้หวัน และพิพิภัณฑ์แรงงานนครเกาสง แรงงานย้ายถิ่นกลุ่มแรกมาจากประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเข้ามายังไต้หวันในช่วงปี 1990 จนถึงปี 2021 ไต้หวันมีแรงงานย้ายถิ่นจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 7 แสนคน และมีผู้ย้ายถิ่นกว่า 3 แสนคน แรงงานย้ายถิ่นที่มาไต้หวันนั้นได้ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในไต้หวันด้านโครงสร้างพื้นฐาน การประมงทะเลน้ำลึก อุตสาหกรรมการผลิต และหน้าที่ผู้ดูแลผู้สูงวัยในบ้าน ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในไต้หวันส่วนมากเป็นผู้ย้ายถิ่นจากการสมรส และได้กลายเป็นแหล่งที่มาของแรงงานพื้นฐาน และองค์ประกอบของครอบครัวในไต้หวัน อย่างไรก็ตาม การดูถูกดูแคลนผู้ย้ายถิ่นชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หยั่งรากลึกในความคิดของสังคมไต้หวัน อุปสรรคเชิงวัฒนธรรม และภาษา ภาพเหมารวม และอคติทำให้เกิดความเข้าใจผิด และการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมกับแรงงานย้ายถิ่น และผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ (คู่สมรสต่างชาติ) ในไต้หวันอย่างต่อเนื่อง พิพิธภัณฑ์แห่งแรกของไต้หวันคือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติไต้หวัน ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงไทเป ในปี 2015 ได้มี “บริการหลายภาษา” และรับสมัครผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเป็นภัณฑารักษ์นำชมพิพิธภัณฑ์ ทำให้พวกเขาสามารถมอบประสบการณ์ในพิพิธภัณฑ์ให้กับคนชาติเดียวกันโดยไร้อุปสรรคด้านภาษา (รูปที่ 1 ) นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติไต้หวันยังได้เป็นฝ่ายเข้าหาชุมชนแรงงานย้ายถิ่น ร่วมกันจัดเทศกาลวัฒนธรรมที่หลากหลาย โดยให้สมาชิกชุมชนดังกล่าวบริหารจัดการแผนงาน และออกแบบเนื้อหารายการเองได้ (รูปที่ 2) ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ และแรงงานย้ายถิ่นสามารถแสดงความงดงามของวัฒนธรรมตนเองได้อย่างอิสระ