พลังของการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายในช่วงยุควิกฤตสภาพภูมิอากาศ
เกี่ยวกับมูลนิธิ
มูลนิธิ NOOR เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรนานาชาติ ที่มุ่งเน้นการพัฒนางานข่าวเชิงภาพและศิลปะสารคดีอย่างสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมหลักการทางประชาธิปไตยและการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างกระตือรือร้นมูลนิธิ NOOR ร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์ เทศกาลศิลปะ มหาวิทยาลัย และองค์กรต่าง ๆ ในการสร้างสรรค์โปรเจคภาพถ่ายและสื่อทัศนะเกี่ยวกับประเด็นสำคัญๆ ที่ส่งผลกระทบเชิงกว้าง เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การย้ายถิ่นฐาน สิทธิพลเมือง และความยุติธรรม ฯลฯ นอกจากนี้ มูลนิธิ NOOR ยังจัดเวิร์กช็อปการเรียรู้เชิงลึกและคลาสระดับผู้เชี่ยวชาญฝึกอบรมช่างภาพและผู้สร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่กว่าหลายร้อยคนทั่วโลก โดยเน้นถึงความรับผิดชอบด้านจริยธรรมและการปฏิบัติอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้พวกเขากลายเป็นผู้ตรวจสอบที่มีความรับผิดชอบ พร้อมทั้งมีทักษะด้านการคิดเชิงวิพากษ์และมีจิตใจที่มีความเมตตา
พลังของการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายในช่วงยุควิกฤตสภาพภูมิอากาศ
ภาพถ่ายโดย Đậu Tường Duy จากผลงาน [สนิม](2023) – ประเทศเวียดนาม
แต่ไหนแต่ไรมาการเล่าเรื่องเป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ในการแบ่งปันความรู้ สำรวจสิ่งที่ไม่รู้จัก และรักษาภูมิปัญญาร่วมกันของสังคม ปัจจุบันด้วยพลังของภาพภ่าย การเล่าเรื่องจากภาพจึงมอบโอกาสที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งทำให้เกิดผลลัพธ์ที่คำพูดเพียงอย่างเดียวไม่อาจอธิบายได้หมด เมื่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การเล่าเรื่องด้วยภาพจะช่วยให้เรารับมือกับความท้าทายระดับโลกนี้ได้อย่างไร? และภาพสามารถเชื่อมโยงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนกับความเข้าใจของสาธารณชนได้หรือไม่?
วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติเคยเผชิญมา เมื่อสมดุลที่เปราะบางถูกทำลาย เราได้เห็นผลกระทบที่ตามมาเป็นลูกโซ่ แต่ไม่สามารถมองเห็นภาพรวมทั้งหมดได้อย่างชัดเจน ยิ่งวิกฤตนี้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ความซับซ้อนของปัญหาก็ยิ่งชัดเจนขึ้นตามมาพร้อมกับข้อเท็จจริงง่าย ๆ ว่า: การเปลี่ยนแปลงเป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่ การยอมรับ การปรับตัว และการบรรเทาผลกระทบคือโอกาสสุดท้ายที่เราทำได้เพื่อความอยู่รอด แต่เราจะเข้าใจผลกระทบที่ลึกซึ้งของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างแท้จริงได้อย่างไร? จะมองเห็นความท้าทายและความรับผิดชอบที่เราต้องเผชิญได้ชัดเจนแค่ไหน?
การเล่าเรื่องด้วยภาพถ่ายช่วยให้เราเห็นภาพรวมทั้งหมดได้จริงหรือไม่?
การเล่าเรื่องด้วยภาพถ่ายมีพลังที่ไม่เหมือนใคร สามารถนำเสนอประเด็นที่ซับซ้อน เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ได้อย่างกระชับ เข้าใจง่าย และมีความเชื่อมโยงทางอารมณ์ ภาพเพียงภาพเดียวสามารถเก็บสาระสำคัญของเรื่องราว ทำให้แนวคิดที่เป็นนามธรรมกลายเป็นรูปธรรมขึ้น และเผยให้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ภายในบริบทของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ พลังนี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการถกเถียงเชิงนโยบายมักจะดูไกลตัวและไร้ความรู้สึก การเล่าเรื่องด้วยภาพเป็นอีกมิติหนึ่งที่ทำให้ผู้ชมเข้าถึงความรู้สึกของวิกฤตการณ์ที่นำเสนอได้ตรงจุด กระตุ้นให้ผู้คนรู้สึกถึงผลกระทบที่แท้จริงต่อชีวิตและชุมชนของตนเอง ก่อให้เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงและสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการลงมือทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่การสื่อสารด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำได้ ภาพถ่ายและสื่อวีดีทัศน์มักมีพลังในการปลุกเร้าอารมณ์ สร้างแรงกระตุ้นทางความรู้สึกและความตื่นเต้นเชิงทัศนะ สามารถชักนำให้ผู้คนเข้าใจปัญหาซับซ้อนได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
ชี้นำผู้เล่าเรื่องทัศนะรุ่นใหม่
มูลนิธิ Noor เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับนานาชาติที่มุ่งเน้นพลังของการเล่าเรื่องด้วยภาพถ่ายเพื่อจัดการกับปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการด้านการศึกษาและความร่วมมือต่าง ๆ อาทิ โครงการที่ปรึกษาในหัวข้อต่าง ๆ การฝึกอบรมระยะยาว และทุนการศึกษาที่มุ่งเน้นประเด็นสำคัญในปัจจุบัน ได้แก่ ความรุนแรงในระบบปิตาธิปไตย ปัญหาสังคมหลังความขัดแย้งจากสงคราม การละเมิดสิทธิมนุษยชน และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มูลนิธิ Noor ให้พลังแก่ช่างภาพและชุมชนในการแบ่งปันเรื่องราวของพวกเขาสู่โลกใบนี้
ในปี ค.ศ. 2023 องค์กรได้เปิดตัวโครงการ "มองดูวิกฤตสภาพอากาศ" ซึ่งเป็นโครงการที่มีระยะเวลา 8 เดือน โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์และมูลนิธิ Asia-Europe Foundation (ASEF) ร่วมมือกับ Matca สตูดิโอถ่ายภาพในกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม โครงการแนะแนวระดับสูงนี้ได้คัดเลือกผู้เล่าเรื่องด้วยภาพถ่ายจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวน 12 คน ที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการตัดสินระดับนานาชาติของ มูลนิธิ Noor เพื่อบันทึกและสำรวจปัญหาทางสภาพภูมิอากาศในเขตพื้นที่ของตน พร้อมทั้งทำงานร่วมกัน แบ่งปัน และเรียนรู้ไปด้วยกัน
ภายใต้การแนะแนวของผู้เล่าเรื่องด้วยภาพถ่ายที่ได้รับรางวัล เช่น Kadir van Lohuizen จากเนเธอร์แลนด์และ Pham Linh จากเวียดนาม โครงการนี้มีผู้เข้าร่วมหลายคนจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ Trần Thái Quang, Nguyễn Thanh Huệ, Nguyễn Nhi, Đậu Tường Duy จากเวียดนาม; Jittapon Kaicome, Sirachai Arunrugstichai, Wan Chanthawillason, และ Satita Tareetis จากประเทศไทย; Sothida Manisay จากลาว; รวมถึง Sopheap Narin, Saphorin Ry และ Bonita Cho จากกัมพูชา ทุกท่านได้ทำวิจัยภาคสนามในท้องถิ่นอย่างละเอียด และพบว่าวิกฤตทางสภาพภูมิอากาศเลวร้ายกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยวิกฤตนี้ใกล้ตัวอย่างยิ่งและกำลังคุกคามส่งผลให้ระบบนิเวศมีการเปลี่ยนแปลงที่เลวร้าย การย้ายถิ่นฐานของสิ่งมีชีวิต และแม้แต่การสูญพันธุ์ ห่วงโซ่แห่งชีวิตก็ได้รับผลกระทบอย่างไม่อาจแก้ไขได้ หรือเสี่ยงที่จะล่มสลายได้ทุกเมื่อ
ในปี ค.ศ. 2024 มีการจัดนิทรรศการที่งานเทศกาลถ่ายภาพอังกอร์ในเมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชาขึ้น โดยจัดแสดงผลงานจากโครงการนี้ พร้อมทั้งมีการพาชมโดยช่างภาพและเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
ภาพถ่ายโดย: Sopheap Narin ที่งานเทศกาลถ่ายภาพอังกอร์ ปี 2024 – กัมพูชา
ภาพถ่ายโดย: ROUN_RY ที่งานเทศกาลถ่ายภาพอังกอร์ ปี 2024 – กัมพูชา
มูลนิธิ Noor ถ่ายทอดให้ทุกคนเล็งเห็นวิกฤตจากสภาพภูมิอากาศผ่านภาพถ่าย
เรื่องราวของผู้สร้างเหล่านี้พาเราเข้าสู่การเดินทางสำรวจ และนำเสนอผลงานที่มีความหมายลึกซึ้ง บทความนี้คัดเลือกเพียง 4 เรื่องราวที่จัดแสดงให้เห็นถึงผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีผลงานจากประเทศไทย กัมพูชา เวียดนาม และลาว ซึ่งแต่ละเรื่องราวสะท้อนมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้เข้าร่วมจากแต่ละประเทศ และถ่ายทอดผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศต่อบ้านเกิดของพวกเขาอย่างมีชีวิตชีวา เรื่องราวทั้งหมดอยู่ที่นี่
pH 7.8: อนาคตของความเป็นกรดในมหาสมุทร(ถ่ายภาพโดย Sirachai Arunrugstichai – ประเทศไทย)
มหาสมุทรปกคลุมพื้นที่กว่า 70% ของพื้นผิวโลก มีบทบาทสำคัญในการควบคุมสภาพภูมิอากาศ และเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุด โดยดูดซับประมาณ 30% ของการปล่อยคาร์บอนในชั้นบรรยากาศ อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้กำลังนำไปสู่การเพิ่มความเป็นกรดของมหาสมุทร นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ค่า pH ของน้ำทะเลได้ลดลงจาก 8.2 เป็น 8.1 ซึ่งหมายความว่าความเป็นกรดเพิ่มขึ้นถึง 30% นี่เป็นอัตราการเพิ่มขึ้นที่เร็วที่สุดในรอบ 300 ล้านปี มันส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยเฉพาะสัตว์ที่มีเปลือกและปะการัง เพราะพวกมันสร้างโครงกระดูกหรือเปลือกของตนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่ปลาเองก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อการตายและปัญหาการเจริญพันธุ์ที่สูงขึ้น Sirachai Arunrugstichai นักข่าวภาพถ่ายและนักชีววิทยาทางทะเลจากประเทศไทย ได้บันทึกผลกระทบของการเพิ่มขึ้นของความเป็นกรดที่มีต่อระบบนิเวศทางทะเลในเชิงลึก
ภาพถ่ายโดย Sirachai Arunrugstichai จากผลงาน อนาคตของความเป็นกรดในมหาสมุทร(2023) – ประเทศไทย
ภาพถ่ายโดย Sirachai Arunrugstichai จากผลงาน อนาคตของความเป็นกรดในมหาสมุทร(2023) – ประเทศไทย
ภาพถ่ายโดย Saphorin Ry จากผลงาน 【ป่าชายเลนแห่งสุดท้าย:การหายไปและการฟื้นฟูป่าชายเลน】(2023) – ประเทศกัมพูชา
"ป่าชายเลนสุดท้าย: การสูญเสียและการฟื้นฟูป่าชายเลน"(ถ่ายภาพโดย Saphorin Ry – ประเทศกัมพูชา)
กัมพูชามีแนวชายฝั่งยาว 443 กิโลเมตร แต่ในช่วงปี ค.ศ. 1989 ถึง ค.ศ. 2017 กัมพูชาได้สูญเสียป่าชายเลนไปเกือบครึ่งหนึ่ง เนื่องจากการทำนาเกลือ การผลิตถ่านไม้ และการเพาะเลี้ยงกุ้ง ป่าชายเลนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศชายฝั่ง ช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง รักษาคุณภาพน้ำ และลดความเสียหายจากน้ำท่วม นอกจากนี้ ป่าชายเลนยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญสำหรับสัตว์หลายชนิด รวมถึงปลา ซึ่งมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของชุมชนท้องถิ่น ชาวกัมพูชาจำนวนมากที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งต้องพึ่งพาการหาปลาในการเลี้ยงชีพ การสูญเสียป่าชายเลนจึงเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของพวกเขา Saphorin Ry ช่างภาพอิสระจากกรุงพนมเปญ ได้นำเสนอผ่านภาพถ่ายถึงความสัมพันธ์ที่ขาดหายไประหว่างชุมชนชายฝั่งกับผืนดิน และเน้นย้ำถึงความพยายามในการฟื้นฟูป่าชายเลนภายใต้สภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ภาพถ่ายโดย Saphorin Ry จากผลงาน 【ป่าชายเลนแห่งสุดท้าย:การหายไปและการฟื้นฟูป่าชายเลน】(2023) – ประเทศกัมพูชา
ภาพถ่ายโดย Saphorin Ry จากผลงาน 【ป่าชายเลนแห่งสุดท้าย:การหายไปและการฟื้นฟูป่าชายเลน】(2023) – ประเทศกัมพูชา
"กุ้งโอบข้าว"(ถ่ายภาพโดย Nguyễn Thanh Huệ – ประเทศเวียดนาม)
สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนามเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตข้าวและอาหารทะเลของประเทศ แต่ในช่วงฤดูแล้ง การรุกล้ำของน้ำทะเลสร้างผลกระทบที่ร้ายแรงต่อการปลูกข้าวและการเพาะเลี้ยงกุ้ง ระบบการปลูกแบบ “กุ้งโอบข้าว” เป็นทางออกที่ยั่งยืนต่อปัญหานี้ โดยในฤดูแล้งจะใช้การเลี้ยงกุ้งในน้ำเค็ม และในฤดูฝนจะปลูกข้าวในน้ำจืด ซึ่งวิธีนี้ช่วยเพิ่มผลผลิตของข้าวได้ถึงสามเท่าและเพิ่มผลผลิตกุ้งเกือบสองเท่า Nguyễn Thanh Huệ ช่างภาพอิสระจากกรุงฮานอยซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในเมืองโฮจิมินห์ ได้นำเสนอภาพถ่ายที่โฟกัสถึงความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันระหว่างการเพาะเลี้ยงกุ้งและการปลูกข้าว และได้แสดงรูปแบบนี้ เพื่อให้ความหวังใหม่แก่เกษตรกรในท้องถิ่น
ภาพถ่ายโดย Nguyễn Thanh Huệ จากผลงาน【 กุ้งกอดข้าว】 (2023) – ประเทศเวียดนาม
ภาพถ่ายโดย Nguyễn Thanh Huệ จากผลงาน【 กุ้งกอดข้าว】 (2023) – ประเทศเวียดนาม
"วิกฤตขยะในลาว"(ถ่ายภาพโดย Sothida Manisay – ประเทศลาว)
ในประเทศลาว ปริมาณขยะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนและระบบนิเวศเป็นอย่างมาก งานวิจัยของธนาคารโลกแสดงให้เห็นว่ามีเพียง 40% ถึง 60% ของขยะมูลฝอยในเขตเมืองที่ได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ขยะที่เหลือส่วนใหญ่ถูกเผาหรือทิ้งอย่างไม่ถูกต้อง การขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกและงบประมาณในการจัดการขยะในหลายพื้นที่ทำให้เกิดการจัดการที่ไม่เหมาะสม ซึ่งทำลายระบบนิเวศ เกิดการปนเปื้อนทางน้ำ และทำให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น มลพิษไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ แต่ยังปล่อยสารโลหะหนักที่เป็นพิษ สร้างความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก Sothida Manisay ช่างภาพจากเวียงจันทน์ ได้บันทึกภาพถ่ายเพื่อนำเสนอปัญหานี้
ภาพถ่ายโดย Sothida Manisay จากผลงาน Waste Crisis (2023) – ประเทศลาว
ภาพถ่ายโดย Sothida Manisay จากผลงาน Waste Crisis (2023) – ประเทศลาว
จากเรื่องราวสู่การแก้ไขปัญหา: การสร้างพลังผ่านการเล่าเรื่องด้วยภาพถ่าย
ในเวิร์กช็อปภาพของมูลนิธิ NOOR ทุกเรื่องราวเป็นการเรียกร้องให้ลงมือทำ เตือนให้เราเผชิญกับความท้าทายอันรุนแรงของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และเราจำเป็นต้องลงมือร่วมกันในทันที ไม่ว่าจะผ่านโครงการฟื้นฟูป่าชุมชน การเกษตรที่เป็นนวัตกรรมใหม่ หรือการจัดการขยะ เรื่องราวเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความท้าทายที่เรากำลังเผชิญ แต่ยังเตือนเราว่าหากเราพร้อมที่จะลงมือทำ การแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม
เวิร์กช็อปของมูลนิธิ NOOR แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลที่ลึกซึ้งของการเล่าเรื่องด้วยภาพถ่าย โดยการรวบรวมผู้เล่าเรื่องจากพื้นเพที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เวิร์กช็อปเหล่านี้ช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ที่หลากหลาย ความหลากหลายนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศในระดับโลก สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างเราและความสำคัญของการร่วมมือกัน
ผลงานจากเวิร์กช็อปเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เราจำเป็นต้องรวมพลังและลงมือทำทันที เรื่องราวที่นักเล่าเรื่องด้วยภาพเหล่านี้สร้างขึ้นไม่ได้เป็นเพียงการเล่าเรื่อง แต่ยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ชักชวนให้เรามีส่วนร่วม แบ่งปัน และเติมเต็มเรื่องราวเหล่านี้ ทำให้เราเติบโตเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
เรื่องราวเหล่านี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้คุณหรือไม่? หากคุณสนใจที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม สนับสนุนมูลนิธิ NOOR หรือสำรวจโอกาสในการร่วมมือกัน สามารถติดต่อเราได้ผ่านเว็บไซต์ มูลนิธิNOOR ภาพถ่าย หรือทางสื่อสังคมออนไลน์ที่ (Instagram, Facebook, LinkedIn, X)



![ภาพถ่ายโดย Bonita Cho จากผลงาน [ ความงามและหมู ] (2023) – ประเทศกัมพูชา](../upload/m6s3/02-PONITA_KEO壓縮_090018.jpg)
