:::

การส่งเสริมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โรคมินามาตะ

เกี่ยวกับผู้เขียน : 

โคอิซุมิ ฮัตสึเอะ ได้เข้าร่วมกับศูนย์โซชิชะ โรคมินามาตะในปีค.ศ. 2015 ต่อมาคุณฮัตสึเอะได้สำเร็จการศึกษาสาขาสังคมวิทยาเอเชียแปซิฟิก (สาขาการพัฒนาสิ่งแวดล้อม) ที่มหาวิทยาลัยริทสึเมคังเอเชียแปซิฟิกในปี ค.ศ.2016  ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์โซชิชะโรคมินามาตะ (หน้าที่รับผิดชอบการจัดนิทรรศการ การสร้างฐานข้อมูล การเยี่ยมชมกิจกรรมโรงเรียน และการนำชมภาคสนาม) นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าหน้าที่แผนกถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเลนส์ของมูลนิธิมินามาตะ  ศิลปินนักเรียนอีกด้วย

 

เกี่ยวกับศูนย์โซชิชะโรคมินาตะ 

ศูนย์โซชิชะโรคมินามาตะถูกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1974 ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองมินามาตะ จังหวัดคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีจุดประสงค์แรกเริ่มเพื่อให้ที่พักพิงแก่ผู้ป่วยโรคมินามาตะทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งถูกกีดกันจากสังคม หลังจากชนะคดีในศาลครั้งแรก ต่อมาได้เปลี่ยนกิจกรรมหลักเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรับรองจากทางการในการเรียกร้องและเจรจาต่อรอง ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ประจำ 6 คน และมีสมาชิกประมาณ 1,000 คน หน้าที่หลักคือ:①การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคมินามาตะ ② การให้การสนับสนุนผู้ป่วย และ③การทำกิจกรรมช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

 


การส่งเสริมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โรคมินามาตะ

การปนเปื้อนของสารปรอท ณ ทะเลอันสงบสุข 

ทะเลชิรานุอิที่ล้อมรอบด้วยหมู่เกาะเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ รวมถึงภูมิทัศน์บริเวณชายฝั่งมินามาตะที่เต็มไปด้วยสวนส้ม แต่ที่นี่กลับเป็นสถานที่ที่โรคมินามาตะเริ่มแพร่ระบาด เมื่อประมาณ 70 ปีก่อน ชาวบ้านในเขตพื้นที่มินามาตะที่อาศัยใกล้ทะเลอันเงียบสงบเริ่มป่วยเป็นโรคประหลาด ซึ่งโรคนี้ต่อมาได้รับการขนานนามว่า “โรคมินามาตะ” ที่มีสาเหตุมาจากสารปนเปื้อนในทะเล 

ที่มาของสารปนเปื้อนมาจากโรงงานในเมืองมินามาตะที่มีชื่อว่าบริษัทชิสโสะ สารปรอทที่เกิดขึ้นระหว่างการผลิตสาร acetaldehyde acetic acid เกิดการรั่วไหลปนเปื้อนกับน้ำเสียและถูกปล่อยลงสู่ทะเล จากนั้นสัตว์ทะเลมากมายก็ได้รับสารปนเปื้อนนี้ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากที่ชาวบ้านบริโภคสัตว์ทะเลที่ปนเปื้อนสารปรอทแล้ว ร่างกายก็เริ่มขยับไม่ได้ มีอาการชา สูญเสียประสาทสัมผัสร่างกาย และยังเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ตอนแรกผู้ป่วยมินามาตะถูกชาวบ้านรังเกียจเพราะกลัวว่าจะ “ติดโรค” ต่อมาเมื่อผู้ป่วยมินามาตะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในเรื่องดังกล่าวกลับถูกสังคมโลกประณามว่าเป็น “ผู้ป่วยกระหายเงิน”ซ้ำอีก โรคมินามาตะไม่เพียงแต่จะสร้างความทรมานทางร่างกาย แต่ยังสร้างความทรมานทางจิตใจและความขัดแย้งภายในพื้นที่ แผลทั้งกายและใจนี้ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแต่ก็ยากที่จะสมานให้หายได้ 

สารacetaldehyde acetic acid ที่บริษัทชิสโสะผลิต เป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญในการผลิตพลาสติกในช่วงที่ญี่ปุ่นมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ โรคมินามาตะเกิดขึ้นภายใต้เงาของความเจริญทางเศรษฐกิจ ซึ่งในยุคนั้นชาวญี่ปุ่นสมัยใหม่ล้วนได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อยจากการแพร่ระบาดของโรคนี้ ดังนั้นการทำความเข้าใจโรคมินามาตะจึงเป็นการทำความเข้าใจถึงพื้นฐานชีวิตชาวญี่ปุ่น

ภายในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โรคมินามาตะ

ภายในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โรคมินามาตะ

เนื้อหาการจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โรคมินามาตะ 

ในปี ค.ศ. 1988 ศูนย์โซชิชะโรคมินามาตะได้เปลี่ยนโรงงานเห็ดเก่าที่เคยจ้างงานผู้ป่วยโรคมินามาตะมาดัดแปลงเป็นพื้นที่จัดแสดงและเปลี่ยนชื่อเป็น “พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โรคมินามาตะ” พื้นที่จัดแสดงข้างในอาจไม่ใหญ่โต แต่สิ่งของที่นำมาจัดแสดงนั้นมีมากมายซึ่งล้วนได้มาจากตัวผู้ป่วย ชาวบ้านในพื้นที่หรือสิ่งของบริจาคที่ผู้ช่วยฟ้องร้อง เจรจาให้แก่ผู้ป่วยให้มา การจัดแสดงที่ดึงดูดสายตาผู้คนได้มากที่สุดคือ "บ้านแมวทดลอง" ซึ่งเป็นห้องเล็ก ๆ ที่บริษัทชิสโสะใช้ทดลองภายในจริง ๆ ในขณะนั้นถึงแม้ผลการทดสอบจะบ่งชี้ว่าโรคมินามาตะเกิดจากน้ำเสียที่ปล่อยออกจากโรงงาน แต่บริษัทกลับไม่มีมาตรการแก้ไขรับมือ ดังนั้นห้องเล็ก ๆ แห่งนี้จึงถือเป็นหนึ่งในหลักฐานชิ้นสำคัญของจุดกำเนิดโรคมินามาตะ  

ห้องแมวน้อยที่บริษัทชิสโสใช้ทำการทดลองสัตว์

ห้องแมวน้อยที่บริษัทชิสโสใช้ทำการทดลองสัตว์

ภายในศูนย์โซชิชะมีการจัดแสดงนิทรรศการทั้งหมดมี  "ทะเลชิรานุอิ — ทะเลแห่งความอุดมสมบูรณ์และการดำรงชีวิตของมนุษย์" "ช่วงการสำรวจหาสาเหตุ" "การช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างกระตือรือร้น" "ความเสียหายทางสุขภาพ" "ความเสียหายทางสังคมและจิตใจ" "ทะเลที่ถูกปนเปื้อน" และ "การกล่าวถึงโรคมินามาตะ" เป็นต้นรวม11หัวข้อ ในแต่ละหัวข้อจะมีแผ่นป้ายบรรยายให้ข้อมูล นอกจากนี้ทางศูนย์โซชิชะยังจัดให้มีเจ้าหน้าที่ศูนย์และผู้บรรยายช่วยอธิบายเพิ่มเติม เนื่องจากประวัติศาสตร์ของโรคมินามาตะมีความซับซ้อนอย่างมาก ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบเชิงลึกต่อการพัฒนาประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของญี่ปุ่นเท่านั้น แต่สาเหตุของโรคยังเกี่ยวพันกับสภาพภูมิประเทศและเงื่อนไขเฉพาะของพื้นที่อีกด้วย ดังนั้นพิพิธภัณฑ์จึงใช้รูปแบบการสนทนาแบบถามตอบในการนำเสนอแก่ผู้ชม ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้เยี่ยมชม เนื้อหาการจัดแสดงไม่มีกำหนดตายตัว โดยผู้บรรยายจะศึกษาหัวข้อที่ตนเองสนใจเป็นพิเศษ จากนั้นใช้ความรู้และประสบการณ์ที่ผ่านมาในการอธิบาย 

เนื่องจากผู้ป่วยโรคมินามาตะและผู้ที่เกี่ยวข้องมีอายุมากขึ้น ผู้ที่เคยเป็นพยานในเหตุการณ์ช่วงแรกส่วนใหญ่ได้ล่วงลับไปแล้ว และผู้ป่วยโรคมินามาตะที่ได้รับสารปรอทผ่านทางรกส่วนใหญ่ตอนนี้ก็อายุเกิน 60 ปี อีกไม่นานเราจะไม่สามารถรับฟังเสียงของพวกเขาโดยตรงได้อีกต่อไป ดังนั้นในอนาคต การจัดนิทรรศการและการวางแผนงานของพิพิธภัณฑ์จะต้องหาวิธีการถ่ายทอดที่หลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากการบอกเล่าของผู้ที่เกี่ยวข้อง 

มองโรคมินามาตะผ่านเวิร์กช็อปการถ่ายภาพ

จากเบื้องหลังที่กล่าวไปข้างต้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์ได้พัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความรู้หลายประเภทด้วยความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอก บทความนี้จะนำเสนอสื่อสองประเภทสั้น ๆ 

ประเภทแรกคืออัลบั้มภาพที่ใช้ในเวิร์กช็อปถ่ายภาพ ในอดีตมีช่างภาพหลายคนบันทึกภาพเหตุการณ์ในมินามาตะไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายจำนวนมากที่ถ่ายโดยศูนย์โซชิชะ ผู้สนับสนุนการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทางพิพิธภัณฑ์ได้รวบรวมและคัดเลือกภาพถ่ายอาการป่วย การเจรจาระหว่างผู้ป่วยกับประธานบริษัทชิสโสะ รวมถึงสภาพของทะเลที่ถูกปนเปื้อน รูปภาพมากมายเหล่านี้ได้รับการจัดระเบียบ คัดเลือกภาพถ่ายที่ชวนให้คนตั้งคำถามจากนั้นรวบรวมเป็นอัลบั๊ม เนื้อหาในเวิร์คช็อปยังได้เชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมตั้งชื่อภาพผ่านการอภิปรายในกลุ่ม วิธีการนี้เรียกว่า "Photo Language" การตั้งชื่อภาพต้องใช้การสังเกตภาพอย่างละเอียด นึกถึงสภาวะแวดล้อมและอารมณ์ในภาพ เมื่อผู้เข้าร่วมอภิปรายถึงเรื่องราวเบื้องหลังภาพนั้น ๆ ขณะเดียวกันเราจะได้เห็นถึงความแตกต่างในการตีความภาพถ่ายของแต่ละคนอย่างเห็นได้ชัด บางครั้งชื่อภาพที่ตั้งกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อาจห่างไกลกันมาก 

เวิร์คช็อปถ่ายภาพ

เวิร์คช็อปถ่ายภาพ

เวิร์คช็อปถ่ายภาพ

เวิร์คช็อปถ่ายภาพ

ในเวิร์กช็อปจะมีการอธิบายเรื่องราวเบื้องหลังที่มาของแต่ละภาพ แต่พวกเราจะเน้นย้ำกับผู้เข้าร่วมว่า การตั้งชื่อภาพไม่มีมาตรฐานของคำตอบที่ถูกต้อง เนื่องจากวัตถุประสงค์ของเวิร์กช็อปคือการให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ค่านิยม และวิธีการรับรู้ของกันและกันผ่านการอภิปรายในกลุ่ม และเป็นการส่งเสริมทัศนคติที่มีความกระตือรือร้นในการตีความข้อมูลหนึ่ง ซึ่งนี่คือทัศนคติที่เราควรมีเมื่อเผชิญกับปัญหาสาธารณะเช่น โรคมินามาตะ หรือปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนและประวัติศาสตร์

พนักงานที่อ่านการ์ด.

พนักงานที่อ่านการ์ด.

การเรียนรู้โรคมินามาตะผ่านเรื่องราว  

อีกหนึ่งสื่อการสอนคือการ์ดเรื่องราว ซึ่งพิพิธภัณฑ์นี้ได้นำเสนอเรื่องราวทั้งหมดสองเรื่อง ได้แก่ "บทกวีของมิตซึโกะ" ซึ่งบรรยายถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ริมทะเลมินามาตะ เธอจะใช้ชีวิตของเธออย่างไรในขณะที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากโรคมินามาตะ อีกเรื่องหนึ่งคือ "อุจิฮิ" ซึ่งเล่าถึงวงจรชีวิตในบริเวณอ่าวอุจิฮิ  

"บทกวีของมิตซึโกะ" ถูกเขียนขึ้นโดยนักอ่านบทละคร ซึ่งเป็นลูกสาวของตัวละครหลักชื่อว่า ยูกิโนะ ริมิ ในอดีต สื่อการสอนก่อนหน้านี้มักเน้นไปที่ความทุกข์ทรมานที่โรคมินามาตะนำมา แต่ผลงานนี้พยายามถ่ายทอดจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งของตัวละครหลัก เพื่อให้ผู้อ่านสัมผัสถึงความหนักอึ้งของชีวิตเธอ ส่วนเรื่อง "อุจิฮิ" มีอ่าวอุจิฮิเป็นตัวเอก โดยเริ่มจากมุมมองของมหาสมุทรที่ถูกฝังอยู่กับโคลนและปลาที่ปนเปื้อน แล้วเล่าบรรยายถึงการเปลี่ยนแปลงของมลพิษและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ

ปกหนังสือ “บทกวีของมิตซึโกะ”

ปกหนังสือ “บทกวีของมิตซึโกะ”

การ์ดเล่าเรื่องเป็นรูปแบบการจัดแสดงที่นำเสนอภาพและอ่านเนื้อเรื่องให้ผู้ชมฟัง ซึ่งเป็นที่นิยมมากในแวดวงการศึกษาในญี่ปุ่น โดยให้ครูแสดงให้เด็กนักเรียนดู หรือให้เด็กนักเรียนแสดงกันเอง ผลงานการ์ดเล่าเรื่องของห้องสมุดได้รับการยอมรับอย่างมาก เช่น "สำเนียงการอ่านสไตล์มินามาตะฟังแล้วรื่นหูดีจัง" และ "เดิมทีฉันตั้งใจเพียงแค่จะอ่านนิทานให้เด็กๆ ฟัง แต่สุดท้ายผู้ใหญ่ที่อ่านก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้" ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรื่องราวนั้นสร้างความสะเทือนใจและสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของผู้คนจำนวนมาก 

เนื้อหาของสื่อการสอนเหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้อย่างกว้างขวางตั้งแต่ระดับประถมถึงระดับมหาวิทยาลัย โดยสามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของห้องสมุด ปัจจุบันสื่อเหล่านี้ถูกนำไปใช้บ่อยครั้งในการแนะนำบทเรียนเบื้องต้นในโรงเรียน หรือใช้เป็นสื่อสำหรับการเตรียมความพร้อมก่อนการเข้าชม เราหวังว่าจะพลิกโฉมวิธีการสอนทางเดียวแบบเดิม ๆ  และใช้สื่อการสอนเหล่านี้เพื่อลดความยากลำบากของครูในการแนะนำโรคมินามาตะในการเรียนการสอนที่แสนจะวุ่นวาย